15:55
TEDxCaltech

Sean Carroll: Distant time and the hint of a multiverse

ชอน คาร์โรลล์ (Sean Carroll): อดีตกาลแห่งกาลเวลาสู่การค้นหา "พหุภพ"

Filmed:

ณ งาน TEDxCaltech ที่สถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย ชอน คาร์โรลล์ (Sean Carroll) นักจักรวาลวิทยา ได้ออกมาถกประเด็นคำถามธรรมดาๆที่ไม่ธรรมดาได้อย่างสนุกสนานพร้อมกระตุ้นความคิดผ่านการท่องไปในธรรมชาติของกาลเวลาและเอกภพ คำถามนั้นมีอยู่ว่า ทำไมจึงจะต้องมี 'กาลเวลา' ขึ้นมาด้วย สิ่งที่อาจจะเป็นคำตอบให้กับคำถามนี้ได้นั้นเป็นมุมมองอันแปลกใหม่เกี่ยวกับธรรมชาติของเอกภพและพื้นที่แห่งความเป็นเราในนั้น

- Physicist, cosmologist
A physicist, cosmologist and gifted science communicator, Sean Carroll is asking himself -- and asking us to consider -- questions that get at the fundamental nature of the universe. Full bio

The universe
เอกภพ
00:15
is really big.
เป็นอะไรที่กว้างใหญ่ไพศาลจริงๆครับ
00:17
We live in a galaxy, the Milky Way Galaxy.
เราอยู่ในดาราจักรที่ชื่อว่า ทางช้างเผือก
00:19
There are about a hundred billion stars in the Milky Way Galaxy.
มีดวงดาวนับแสนล้านดวงอยู่ในทางช้างเผือก
00:22
And if you take a camera
และถ้าคุณเอากล้องถ่ายรูป
00:25
and you point it at a random part of the sky,
เล็งไปตรงไหนของท้องฟ้าก็ได้
00:27
and you just keep the shutter open,
แล้วปล่อยช่องรับแสงของกล้องเปิดรับแสงไว้อย่างนั้น
00:29
as long as your camera is attached to the Hubble Space Telescope,
ตราบใดที่กล้องของคุณเชื่อมติดอยู่กับกล้องโทรทรรศน์อวกาศฮับเบิล (Hubble) ด้วยละก็
00:31
it will see something like this.
กล้องก็จะจับภาพได้เป็นแบบนี้ครับ
00:34
Every one of these little blobs
ก้อนกลมๆเบลอๆเล็กๆพวกนี้ แต่ละอัน
00:36
is a galaxy roughly the size of our Milky Way --
คือดาราจักรที่ใหญ่พอๆกับทางช้างเผือกของเรานะครับนี่
00:39
a hundred billion stars in each of those blobs.
แต่ละดาราจักร มีดาวเป็นแสนล้านดวงเหมือนกัน
00:41
There are approximately a hundred billion galaxies
แล้วก็มีกันร่วมแสนล้านดาราจักร
00:44
in the observable universe.
ที่ค้นพบได้ในเอกภพนี้ครับ
00:47
100 billion is the only number you need to know.
เอาเป็นว่า รู้แค่เลขแสนล้านตัวเดียว แค่นั้นก็เกินพอครับ
00:49
The age of the universe, between now and the Big Bang,
อายุของเอกภพ ถ้านับตั้งแต่ปรากฎการณ์บิ๊กแบง มาจนถึงตอนนี้
00:51
is a hundred billion in dog years.
ก็แสนล้านปี ในหน่วยปีแบบหมานะครับ (หนึ่งปีของคน = หลายปีของหมา)
00:54
(Laughter)
(เสียงหัวเราะ)
00:56
Which tells you something about our place in the universe.
ซึ่งมันก็บอกอะไรบางอย่าง ถึงที่ของเราในเอกภพแห่งนี้
00:58
One thing you can do with a picture like this is simply admire it.
รูปถ่ายแบบนี้ เราสามารถเอาไปใช้ง่ายๆได้อย่างหนึ่งครับ ก็คือเอาไว้ชื่มชม
01:01
It's extremely beautiful.
ช่างสวยงามตระการตาเหลือเกิน
01:03
I've often wondered, what is the evolutionary pressure
ผมสงสัยอยู่บ่อยๆครับว่า อะไรนะที่เป็นแรงผลักทางวิวัฒนาการ
01:05
that made our ancestors in the Veldt adapt and evolve
ที่ก่อให้เกิดบรรพบุรุษของพวกเราขึ้นมาในทุ่งหญ้าเวลด์ท์(Veldt ในทวีปอัฟริกา)แล้ววิวัฒนาการ
01:08
to really enjoy pictures of galaxies
จนได้มาเพลิศเพลินอยู่กับรูปถ่ายกลุ่มดาราจักรพวกนี้
01:11
when they didn't have any.
ในเมื่อตอนนั้นพวกเขาไม่มีรูปแบบนี้สักกะรูป
01:13
But we would also like to understand it.
พวกเราเองก็เถอะ เราก็อยากจะเข้าใจเรื่องของเอกภพ
01:15
As a cosmologist, I want to ask, why is the universe like this?
ในฐานะนักจักรวาลวิทยา ผมก็อยากจะรู้ว่าทำไมเอกภพจึงออกมาเป็นแบบนี้
01:17
One big clue we have is that the universe is changing with time.
เบาะแสสำคัญที่จะทำให้เราได้คำตอบก็คือ เอกภพนั้นเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา
01:21
If you looked at one of these galaxies and measured its velocity,
ถ้าคุณดูที่ดาราจักรพวกนี้สักอันนึง แล้ววัดความเร็ว
01:24
it would be moving away from you.
มันก็จะเคลื่อนที่ห่างออกจากคุณไปเรื่อยๆ
01:27
And if you look at a galaxy even farther away,
แล้วถ้าคุณดูที่ดาราจักรอันที่อยู่ไกลออกไปอีก
01:29
it would be moving away faster.
มันก็ยิ่งจะเคลื่อนที่ห่างออกไปเร็วเข้าไปอีก
01:31
So we say the universe is expanding.
นั่นก็แปลว่า เอกภพมีการขยายตัวครับ
01:33
What that means, of course, is that, in the past,
หมายความว่าอย่างนี้ครับ ในอดีตกาล
01:35
things were closer together.
ทุกอย่างอยู่ใกล้ๆรวมกันหมด
01:37
In the past, the universe was more dense,
ในอดีต เอกภพอัดตัวแน่นกว่าตอนนี้ครับ
01:39
and it was also hotter.
แล้วก็ร้อนกว่าด้วย
01:41
If you squeeze things together, the temperature goes up.
ถ้าอัดอะไรเข้าด้วยกันแน่นๆ อุณหภูมิก็จะสูงขึ้นครับ
01:43
That kind of makes sense to us.
ซึ่งก็ดูสมเหตุสมผลดี
01:45
The thing that doesn't make sense to us as much
แต่ว่ามีอยู่อย่างที่ดูจะไม่สมเหตุสมผลเท่าไหร่เลย
01:47
is that the universe, at early times, near the Big Bang,
ก็คือว่า เอกภพสมัยก่อนนู้น หลังจากที่เกิดบิ๊กแบงไม่เท่าไหร่
01:49
was also very, very smooth.
มันราบเรียบเสมอกันไปหมดหน่ะสิครับ
01:52
You might think that that's not a surprise.
คุณอาจจะไม่รู้สึกแปลกใจอะไร
01:54
The air in this room is very smooth.
ก็อย่างอากาศในห้องนี้ ก็ราบเรียบสม่ำเสมอ
01:56
You might say, "Well, maybe things just smoothed themselves out."
คุณอาจจะบอกว่า "ก็มันก็คงเรียบอย่างนั้นของมัน"
01:58
But the conditions near the Big Bang are very, very different
แต่ว่าสภาพใกล้ๆบิ๊กแบงมันต่างไปจาก
02:01
than the conditions of the air in this room.
สภาพอากาศในห้องนี้เยอะมากนะครับ
02:04
In particular, things were a lot denser.
ส่วนหนึ่งก็คือทุกอย่างอัดตัวแน่นกว่ามาก
02:06
The gravitational pull of things
แรงดึงดูดที่ดึงทุกอย่างเข้าไว้ด้วยกัน
02:08
was a lot stronger near the Big Bang.
นั้นแรงกว่ามาก ในช่วงที่ใกล้ปรากฎการณ์บิ๊กแบง
02:10
What you have to think about
ก็ลองคิดดูว่า
02:12
is we have a universe with a hundred billion galaxies,
เรามีเอกภพที่มีถึงแสนล้านดาราจักร
02:14
a hundred billion stars each.
แต่ละดาราจักร ก็มีดาวอีกแสนล้านดวง
02:16
At early times, those hundred billion galaxies
ในตอนนั้น ดาราจักรทั้งแสนล้านอัน
02:18
were squeezed into a region about this big --
ถูกบีบให้มีขนาดเท่าเนี่ย
02:21
literally -- at early times.
เท่านี้จริงๆครับ ตอนช่วงนั้น
02:24
And you have to imagine doing that squeezing
แล้วคุณก็ต้องคิดดูด้วยนะ ว่าการบีบอัด
02:26
without any imperfections,
ที่ไร้ที่ติ
02:28
without any little spots
ไม่มีแม้กระทั่งจุดเล็กจิ๋ว
02:30
where there were a few more atoms than somewhere else.
ที่มีอะตอมมากกว่าจุดอื่นสักแค่สองสามอะตอม ก็ไม่มี
02:32
Because if there had been, they would have collapsed under the gravitational pull
เราถ้าเกิดเหตุการณ์เช่นนั้น ดาราจักรก็คงพังทลาย ด้วยผลจากแรงดึงดูด
02:34
into a huge black hole.
แล้วกลายเป็นหลุมดำขนาดใหญ่
02:37
Keeping the universe very, very smooth at early times
การที่จะทำให้เอกภพเรียบเสมอกันในช่วงเริ่มแรกนั้น
02:39
is not easy; it's a delicate arrangement.
ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ และเป็นการจัดการที่ละเอียดอ่อนมาก
02:42
It's a clue
ซึ่งก็บอกเราเป็นนัย
02:44
that the early universe is not chosen randomly.
ว่าเอกภพในยุคแรกไม่ได้ถูกเลือกมาแบบสุ่มๆ
02:46
There is something that made it that way.
แต่มีอะไรบางอย่างทำให้มันเป็นแบบนี้
02:48
We would like to know what.
แล้วทีนี้เราก็อยากรู้ว่า อะไรบางอย่างที่ว่า คืออะไรหล่ะ
02:50
So part of our understanding of this was given to us by Ludwig Boltzmann,
ความเข้าใจแนวคิดนี้ ส่วนหนึ่งมาจากลุดหวิก โบล์ท์สมัน (Ludwid Boltzmann)
02:52
an Austrian physicist in the 19th century.
นักฟิสิกส์ชาวออสเตรียที่มีชีวิตอยู่ในช่วงศตวรรษที่ 19 ครับ
02:55
And Boltzmann's contribution was that he helped us understand entropy.
โบล์ท์สมันมีส่วนทำให้เราเข้าใจเอ็นโทรปี
02:58
You've heard of entropy.
คุณคงเคยได้ยินคำว่า 'เอ็นโทรปี' มาบ้างแล้ว
03:01
It's the randomness, the disorder, the chaoticness of some systems.
มันก็คือ ความไม่มีแบบแผน ความไร้ระเบียบ ความยุ่งเหยิงของระบบ
03:03
Boltzmann gave us a formula --
โบล์ท์สมันให้สมการกับเราครับ
03:06
engraved on his tombstone now --
ซึ่งในปัจจุบัน สลักไว้ที่หินเหนือหลุมฝังศพเขาด้วย
03:08
that really quantifies what entropy is.
สมการนี้ช่วยให้เราวัดปริมาณเอ็นโทรปีได้จริง
03:10
And it's basically just saying
สมการนี้บอกไว้ง่ายๆ ว่าอย่างนี้
03:12
that entropy is the number of ways
เอ็นโทรปี คือ จำนวนวิธี
03:14
we can rearrange the constituents of a system so that you don't notice,
ที่เราสามารถใช้ในการจัดเรียงองค์ประกอบของระบบได้โดยที่ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
03:16
so that macroscopically it looks the same.
ดังนั้นในระดับองค์รวมขนาดใหญ่ มันก็ดูเหมือนเดิม
03:19
If you have the air in this room,
ถ้าเรามีอากาศอยู่ในห้องนี้
03:21
you don't notice each individual atom.
คุณก็จะไม่สังเกต อะตอมทุกๆอะตอม
03:23
A low entropy configuration
การจัดเรียงที่มีเอ็นโทรปีต่ำ
03:26
is one in which there's only a few arrangements that look that way.
คือมันมีวิธีจัดเรียงแค่ไม่กี่วิธีที่ภาพในองค์รวมยังจะดูเหมือนเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
03:28
A high entropy arrangement
การจัดเรียงที่มีเอ็นโทรปีสูง
03:30
is one that there are many arrangements that look that way.
ก็การที่มีวิธีจัดเรียงมากมายหลายหลากที่ยังไงๆภาพในองค์รวมก็จะไม่เปลี่ยน
03:32
This is a crucially important insight
นี่ถือเป็นความเข้าใจที่เฉียบแหลมลึกซึ้งซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งยวดเลยนะครับ
03:34
because it helps us explain
เพราะทำให้เราสามารถอธิบาย
03:36
the second law of thermodynamics --
กฏข้อที่สองของอุณหพลศาสตร์ได้ (thermodynamics)
03:38
the law that says that entropy increases in the universe,
กฏที่ว่านี้ บอกว่า เอ็นโทรปีจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆในเอกภพนี้
03:40
or in some isolated bit of the universe.
หรือแม้แต่ส่วนเล็กย่อยของเอกภพด้วย
03:43
The reason why entropy increases
สาเหตุว่าทำไมเอ็นโทรปีถึงเพิ่มขึ้น
03:45
is simply because there are many more ways
ง่ายๆ ก็คือ เพราะว่าจะมีหลากหลายวิธีกว่า
03:47
to be high entropy than to be low entropy.
ที่จะอยู่ในสถานะเอ็นโทรปีสูง มากกว่าที่จะไปเป็นเอ็นโทรปีต่ำ
03:50
That's a wonderful insight,
นี่เป็นแง่มุมที่ยอดเยี่ยมเฉียบแหลมมากครับ
03:52
but it leaves something out.
แต่ว่ามันก็ยังทิ้งช่องโหว่ไว้
03:54
This insight that entropy increases, by the way,
เอ้อ เรื่องเบื้องลึกเบื้องหลังที่ว่าเอ็นโทรปีจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
03:56
is what's behind what we call the arrow of time,
เป็นที่มาที่ไปของสิ่งที่พวกเราเรียกว่า "ลูกศรแห่งกาลเวลา" นะครับ
03:58
the difference between the past and the future.
คือความแตกต่างระหว่างเวลาแห่งอดีตกับเวลาแห่งอนาคต
04:01
Every difference that there is
ทุกๆความต่างที่มีอยู่
04:03
between the past and the future
ระหว่าง เวลาหนึ่งที่เราเรียกว่า 'อดีต' กับ อีกเวลาหนึ่งที่เราเรียกว่า 'อนาคต'
04:05
is because entropy is increasing --
มันมีได้ก็เพราะว่าเอ็นโทรปีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆนี่แหละครับ
04:07
the fact that you can remember the past, but not the future.
ความเป็นจริงที่ว่า คุณสามารถจำอดีตได้ แต่จำอนาคตไม่ได้
04:09
The fact that you are born, and then you live, and then you die,
ความเป็นจริงที่ว่า คุณเกิด คุณใช้ชีวิต แล้วคุณถึงจะค่อยตาย
04:12
always in that order,
เป็นไปตามลำดับแบบนี้เสมอ
04:15
that's because entropy is increasing.
นั่นก็เพราะว่า เอ็นโทรปีเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ครับ
04:17
Boltzmann explained that if you start with low entropy,
โบล์ท์สมันอธิบายไว้ว่าถ้าคุณเริ่มจากสภาพที่เอ็นโทรปีต่ำ
04:19
it's very natural for it to increase
มันเป็นไปตามธรรมชาติเลยครับว่า เอ็นโทรปีจะต้องเพิ่มขึ้น
04:21
because there's more ways to be high entropy.
เพราะว่ามันมีวิธีที่จะเป็นอยู่ในสภาพที่มีเอ็นโทรปีสูง มากมายกว่านั่นเอง
04:23
What he didn't explain
แต่สิ่งที่เขาไม่ได้อธิบาย
04:26
was why the entropy was ever low in the first place.
ก็คือว่า ทำไมเอ็นโทรปีจึงต่ำมาตั้งแต่แรก
04:28
The fact that the entropy of the universe was low
ความเป็นจริงที่ว่า เอ็นโทรปีของเอกภพมีค่าต่ำ
04:31
was a reflection of the fact
เป็นสิ่งที่สะท้อนความจริง
04:33
that the early universe was very, very smooth.
ว่า เอกภพในยุคเริ่มต้นในเรียบเสมอกันมากๆ
04:35
We'd like to understand that.
เราอยากจะทำความเข้าใจกับเรื่องพวกนี้
04:37
That's our job as cosmologists.
ก็นั่นเป็นหน้าที่ในฐานะของนักจักรวาลวิทยาครับ
04:39
Unfortunately, it's actually not a problem
แต่โชคร้ายไปหน่อยที่เรื่องพวกนี้ไม่ใช่ประเด็นปัญหา
04:41
that we've been giving enough attention to.
ที่พวกเราให้ความใส่ใจมากพอ
04:43
It's not one of the first things people would say,
ไม่ใช่สิ่งแรกๆที่ใครๆจะพูดถึง
04:45
if you asked a modern cosmologist,
ถ้าคุณถามนักจักรวาลวิทยาสมัยใหม่ว่า
04:47
"What are the problems we're trying to address?"
"ประเด็นปัญหาอะไรที่เราจะกำลังสนใจอยู่ในขณะนี้"
04:49
One of the people who did understand that this was a problem
บุคคลคนหนึ่งที่เข้าใจว่านี่คือประเด็นปัญหา
04:51
was Richard Feynman.
คือ ริชาร์ด ฟายน์มัน (Richard Feynman)
04:53
50 years ago, he gave a series of a bunch of different lectures.
ห้าสิบปีก่อน เขาเคยกล่าวบรรยายมากมายหลากหลายหัวข้อ
04:55
He gave the popular lectures
เขาได้ให้การบรรยายที่เป็นที่นิยม
04:57
that became "The Character of Physical Law."
ซึ่งได้กลายเป็นชุดบรรยาย "คุณลักษณะของกฏฟิิสิกส์ (The Character of Physical Law)"
04:59
He gave lectures to Caltech undergrads
การบรรยายในชั่วโมงสอนระดับปริญญาตรีที่คาลเทค (California Institute of Technology: Caltech)
05:01
that became "The Feynman Lectures on Physics."
ได้กลายเป็นชุดบรรยาย "การบรรยายวิชาฟิสิกส์ของฟายน์มัน (The Feynman Lectures on Physics)"
05:03
He gave lectures to Caltech graduate students
การบรรยายในชั่วโมงสอนระดับปริญญาโท/เอกที่คาลเทค
05:05
that became "The Feynman Lectures on Gravitation."
ได้กลายเป็นชุดบรรยาย "การบรรยายเรื่อง แรงดึงดูด ของฟายน์มัน (The Feyman Lectures on Gravitation)"
05:07
In every one of these books, every one of these sets of lectures,
ในหนังสือของเขาทุกเล่ม ชุดบรรยายของเขาทุกชุด
05:09
he emphasized this puzzle:
เขาจะเน้นปริศนาข้อนี้:
05:12
Why did the early universe have such a small entropy?
ทำไมเอกภพในยุคต้นถึงจะต้องมีเอ็นโทรปีต่ำด้วย
05:14
So he says -- I'm not going to do the accent --
เขาพูดว่า -- ผมจะไม่พูดตามสำเนียงเขานะ --
05:17
he says, "For some reason, the universe, at one time,
เขาพูดว่า "ด้วยเหตุผลอะไรบางอย่าง ครั้งหนึ่งเอกภพ
05:19
had a very low entropy for its energy content,
เคยมีเอ็นโทรปีที่ต่ำมากสำหรับส่วนประกอบทางพลังงานของมัน
05:22
and since then the entropy has increased.
และตั้งแต่นั้นมา เอ็นโทรปีก็ได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
05:25
The arrow of time cannot be completely understood
เราไม่มีทางจะเข้าใจ 'ลูกศรแห่งกาลเวลา' ได้อย่างสมบูรณ์แบบ
05:27
until the mystery of the beginnings of the history of the universe
จนกว่าความลี้ลับของจุดเริ่มต้นของประวัติศาสตร์เอกภพ
05:30
are reduced still further
จะถูกลดทอนลงไปเรื่อยๆจนกระทั่ง
05:33
from speculation to understanding."
การคาดคะเนได้กลายเป็นความเข้าใจแล้วเท่านั้น"
05:35
So that's our job.
นั่นแหละคืองานของพวกเรา
05:37
We want to know -- this is 50 years ago, "Surely," you're thinking,
เราอยากรู้ -- และนี่มันก็ 50 ปีผ่านมาแล้ว คุณกำลังคิดหล่ะสิว่า "แน่นอนหล่ะ"
05:39
"we've figured it out by now."
"มาป่านนี้แล้ว พวกเราก็รู้คำตอบแล้วสิ"
05:41
It's not true that we've figured it out by now.
ไม่จริงเลยนะครับที่ว่าเราคิดว่ารู้คำตอบแล้วหน่ะ
05:43
The reason the problem has gotten worse,
เพราะว่าตอนนี้ ประเด็นปัญหานี้ยิ่งสลับซับซ้อนเข้าไปอีก
05:45
rather than better,
แทนที่ว่าจะง่ายดายขึ้น
05:47
is because in 1998
ก็เพราะว่าในปี ค.ศ. 1998
05:49
we learned something crucial about the universe that we didn't know before.
เราค้นพบอะไรที่บางอย่างที่สำคัญมากเกี่ยวกับเอกภพ ซึ่งเราไม่เคยรู้มาก่อนครับ
05:51
We learned that it's accelerating.
เราค้นพบว่า มันขยายตัวด้วยอัตราเร่ง ครับ
05:54
The universe is not only expanding.
เอกภพไม่ได้แค่ขยายตัวเฉยๆเสียแล้ว
05:56
If you look at the galaxy, it's moving away.
ถ้าคุณดูที่ดาราจักรแล้วเห็นว่ามันเคลื่อนที่ห่างออกไป
05:58
If you come back a billion years later and look at it again,
พอผ่านไปพันล้านปี คุณกลับมาดูอีกหน
06:00
it will be moving away faster.
มันจะยิ่งเคลื่อนที่ห่างออกไปเร็วยิ่งขึ้นไปอีก
06:02
Individual galaxies are speeding away from us faster and faster
ดาราจักรแต่ละอันเคลื่อนที่ห่างออกจากกันเร็วขึ้นๆ
06:05
so we say the universe is accelerating.
งั้น สรุปกันสั้นๆก่อนว่า เอกภพขยายตัวในอัตราเร่ง
06:08
Unlike the low entropy of the early universe,
กรณีนี้จะต่างจากกรณีเอ็นโทรปีต่ำในยุคเริ่มเอกภพตรงที่
06:10
even though we don't know the answer for this,
ถึงเราจะยังไม่รู้คำตอบ
06:12
we at least have a good theory that can explain it,
แต่อย่างน้อยเราก็มีทฤษฎีที่จะใช้อธิบายได้
06:14
if that theory is right,
ถ้าทฤษฎีถูกต้องอะนะครับ
06:16
and that's the theory of dark energy.
ทฤษฎีที่ว่าคือ ทฤษฎีพลังงานมืด (dark energy)
06:18
It's just the idea that empty space itself has energy.
ซึ่งก็เป็นแนวคิดว่า พื้นที่ว่างเปล่าในอวกาศจริงๆแล้วมีพลังงานอยู่
06:20
In every little cubic centimeter of space,
ทุกๆลูกบาศก์เซนติเมตรเล็กๆของอวกาศ
06:23
whether or not there's stuff,
ไม่ว่าจะมีอะไรอยู่หรือไม่ก็ตาม
06:26
whether or not there's particles, matter, radiation or whatever,
ไม่ว่าจะเป็นอนุภาค สสาร รังสี หรืออะไรก็แล้วแต่
06:28
there's still energy, even in the space itself.
มีพลังงานอยู่ทั้งนี้ แม้แต่อวกาศเองก็มีพลังงานอยู่
06:30
And this energy, according to Einstein,
และถ้าว่าตามไอน์สไตน์ พลังงานนี้
06:33
exerts a push on the universe.
ทำให้มีแรงผลักให้เอกภพขยายตัว
06:35
It is a perpetual impulse
เป็นแรงกระตุ้นที่ไม่มีวันสิ้นสุด
06:38
that pushes galaxies apart from each other.
ที่ผลักดาราจักรให้ห่างออกจากกัน
06:40
Because dark energy, unlike matter or radiation,
เพราะพลังงานมืด ซึ่งต่างจากสสารหรือรังสี
06:42
does not dilute away as the universe expands.
จะไม่เจื่อจางหายไปกับการขยายตัวของเอกภพ
06:45
The amount of energy in each cubic centimeter
ปริมาณของพลังงานในแต่ละลูกบาศก์เซ็นติเมตร
06:48
remains the same,
มีเท่าเดิมไม่เปลี่ยนแปลง
06:50
even as the universe gets bigger and bigger.
ถึงแม้ว่าเอกภพจะขยายใหญ่ขึ้นๆ
06:52
This has crucial implications
นี่เป็นสิ่งสำคัญมากที่จะบอกได้ว่า
06:54
for what the universe is going to do in the future.
เอกภพจะเป็นอย่างไรต่อไปในอนาคต
06:57
For one thing, the universe will expand forever.
อย่างหนึ่งเลยก็คือว่า เอกภพจะขยายตัวไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด
07:00
Back when I was your age,
ย้อนกลับไปเมื่อผมอายุเท่าๆพวกคุณ
07:02
we didn't know what the universe was going to do.
เราไม่รู้เลยว่าเอกภพจะเป็นยังไงต่อไป
07:04
Some people thought that the universe would recollapse in the future.
บางคนถึงกับคิดว่าในอนาคต เอกภพจะสูญสลาย
07:06
Einstein was fond of this idea.
ไอสไตน์ชอบใจแนวคิดนี้มาก
07:09
But if there's dark energy, and the dark energy does not go away,
แต่ว่าถ้ามีพลังงานมืดแล้วมันไม่สูญสลายหายไปไหน
07:11
the universe is just going to keep expanding forever and ever and ever.
เอกภพก็จะขยายตัวไปเรื่อยๆ เป็นอย่างนั้นไปชั่วอนันตกาล
07:14
14 billion years in the past,
ตั้งแต่เมื่อหมื่นสี่พันล้านปีก่อน
07:17
100 billion dog years,
หรือแสนล้านปีของหมานั่นแหละครับ
07:19
but an infinite number of years into the future.
ไปอีกนานเท่านานตราบชั่วนิรันดร์กาล
07:21
Meanwhile, for all intents and purposes,
แต่ในตอนนี้ ทั้งในทางปฏิบัติและทฤษฎี
07:24
space looks finite to us.
เราก็จะเห็นว่าอวกาศมีที่สิ้นสุด
07:27
Space may be finite or infinite,
อวกาศอาจจะมีหรือไม่มีที่สิ้นสุดก็เป็นได้
07:29
but because the universe is accelerating,
แต่เพราะว่าเอกภพขยายตัวเร็วๆทุกขณะ
07:31
there are parts of it we cannot see
ถึงจะมีส่วนหนึ่งที่ยังไงเรามองไม่เห็น
07:33
and never will see.
แล้วก็จะไม่มีทางมองเห็นเลยด้วย
07:35
There's a finite region of space that we have access to,
แต่มันก็มีจุดที่สิ้นสุด ที่เราจะเข้าถึงได้
07:37
surrounded by a horizon.
เป็นส่วนที่อยู่ภายในเส้นขอบจักรวาลครับ
07:39
So even though time goes on forever,
ถึงแม้ว่ากาลเวลาจะดำเนินไปชั่วนิรันดร์
07:41
space is limited to us.
แต่สำหรับพวกเราแล้ว อวกาศมีที่สิ้นสุดครับ
07:43
Finally, empty space has a temperature.
อย่างสุดท้ายก็คือ แม้แต่ที่ว่างเปล่าในอวกาศก็ยังมีอุณหภูมิความร้อนหนาว
07:45
In the 1970s, Stephen Hawking told us
ในช่วงคริสตทศวรรษ 1970 สตีเฟน ฮอว์กิ้ง (Stephen Hawking) บอกว่า
07:48
that a black hole, even though you think it's black,
หลุมดำที่เราคิดกันว่ามืดสนิทนั้น
07:50
it actually emits radiation
จริงๆแล้วมันฉายรังสีออกมาด้วย
07:52
when you take into account quantum mechanics.
เมื่อเรานำทฤษฎีกลศาสตร์ควอนตัมเข้ามาใช้อธิบาย
07:54
The curvature of space-time around the black hole
ความเว้าโค้งของ กาล-อวกาศ (space-time) รอบๆหลุมดำ
07:56
brings to life the quantum mechanical fluctuation,
ก่อให้เกิดความผันผวนปรวนแปรในเชิงกลศาสตร์ควอนตัม
07:59
and the black hole radiates.
หลุมดำจึงฉายรังสีออกมา
08:02
A precisely similar calculation by Hawking and Gary Gibbons
ฮอว์กิ้ง และ แกรี่ กิบบอนส์ (Gary Gibbons) ได้ทำการคำนวณออกมาได้ผลคล้ายๆกันครับ
08:04
showed that if you have dark energy in empty space,
ซึ่งแสดงว่า มีพลังงานมืดอยู่ในพื้นที่ว่างเปล่าของอวกาศ
08:07
then the whole universe radiates.
และเอกภพก็ฉายรังสีออกมาโดยทั่ว
08:10
The energy of empty space
พลังงานในพื้นที่ว่างเปล่าของอวกาศ
08:13
brings to life quantum fluctuations.
ทำให้เกิดความผันผวนปรวนแปรของควอนตัม
08:15
And so even though the universe will last forever,
และ ถึงแม้ว่าเอกภพจะมีอยู่ไปชั่วกาลนาน
08:17
and ordinary matter and radiation will dilute away,
และถึงแม้ว่า สสารและรังสีทั่วๆไปจะเลือนลางจากหายไปในที่สุด
08:19
there will always be some radiation,
แต่รังสีนั้น จะยังคงอยู่ไม่ไปไหน
08:22
some thermal fluctuations,
และก็มีความผันผวนของความร้อนอยู่บ้าง
08:24
even in empty space.
แม้แต่ที่อวกาศอันว่างเปล่า
08:26
So what this means
ทั้งหมดเนี่ย ตีความได้ว่าอย่างนี้ครับ
08:28
is that the universe is like a box of gas
ว่าเอกภพก็เหมือนกับกล่องบรรจุก๊าซ
08:30
that lasts forever.
ที่จะมีอยู่อย่างนั้นต่อไปตลอดกาล
08:32
Well what is the implication of that?
อืม..ถ้างั้น มันสื่อความหมายโดยนัยว่าอะไรหล่ะ
08:34
That implication was studied by Boltzmann back in the 19th century.
ความหมายโดยนัยที่ว่านี้ โบล์ท์สมันได้ทำการศึกษาไว้ตั้งแต่ในศตวรรษที่ 19 แล้วหละครับ
08:36
He said, well, entropy increases
เขาบอกว่าแบบนี้ครับ เอ็นโทรปีเพิ่มขึ้น
08:39
because there are many, many more ways
เพราะว่ามีวิธีมากมายหลายหลากกว่า
08:42
for the universe to be high entropy, rather than low entropy.
ที่เอกภพจะไปสู่สภาพเอ็นโทรปีสูง แทนที่จะเป็นเอ็นโทรปีต่ำ
08:44
But that's a probabilistic statement.
แต่นี่เป็นข้อเท็จจริงในเชิงความน่าจะเป็นนะครับ
08:47
It will probably increase,
อย่างนี้ครับ มีความเป็นไปได้ที่เอ็นโทรปีจะเพิ่มสูงขึ้น
08:50
and the probability is enormously huge.
และความเป็นไปได้มีอยู่สูงมากๆครับ
08:52
It's not something you have to worry about --
ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องที่คุณต้องไปกังวลอะไรกับมันหรอกนะครับ
08:54
the air in this room all gathering over one part of the room and suffocating us.
จะมีโอกาสแค่ไหน ที่อากาศในห้องนี้จะไปกระจุกตัวกันที่นึง แล้วทำให้พวกเราขาดอากาศหายใจกันไม่ออก
08:56
It's very, very unlikely.
แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยครับ
09:00
Except if they locked the doors
ยกเว้นว่า ห้องนี้ถูกปิดสนิท
09:02
and kept us here literally forever,
แล้วขังเราอยู่แต่ในนี้ไปตลอดกาล
09:04
that would happen.
สิ่งว่านี้อาจเกิดขึ้นได้
09:06
Everything that is allowed,
อะไรก็ตามครับ ที่เป็นไปได้
09:08
every configuration that is allowed to be obtained by the molecules in this room,
การจัดเรียงโมเลกุลของอากาศในห้องนี้ทุกๆแบบที่มีโอกาสเกิดขึ้นได้
09:10
would eventually be obtained.
ก็ค่อยๆเกิดขึ้นไปจนครบทุกแบบทุกเหตุการณ์ครับ
09:13
So Boltzmann says, look, you could start with a universe
โบล์ท์สมันก็เลยบอกว่า 'เอางี้สิ ก็เริ่มจากเอกภพ
09:15
that was in thermal equilibrium.
ที่มีความสมดุลในเชิงพลังงานความร้อน'
09:18
He didn't know about the Big Bang. He didn't know about the expansion of the universe.
เขาไม่รู้อะไรเลยเกี่ยวกับบิ๊กแบง และก็ไม่รู้ด้วยว่าเอกภพมีการขยายตัว
09:20
He thought that space and time were explained by Isaac Newton --
เขาคิดแค่ว่าอวกาศและกาลเวลาอธิบายได้ด้วยกฏของนิวตัน (Isaac Newton)
09:23
they were absolute; they just stuck there forever.
ว่าอวกาศและกาลเวลามีความสัมบูรณ์ในตัวเอง และจะเป็นอยู่อย่างนั้นตลอดไป
09:26
So his idea of a natural universe
ดังนั้น แนวคิดของเขาในเรื่องเอกภพในธรรมชาติ
09:28
was one in which the air molecules were just spread out evenly everywhere --
ก็คือแบบที่มีโมเลกุลอากาศกระจายอยู่อย่างสม่ำเสมอทั่วทุกแห่งทุกหน
09:30
the everything molecules.
เป็นทำนองว่า 'อะไรๆก็โมเลกุล' แบบนั้นเลยครับ
09:33
But if you're Boltzmann, you know that if you wait long enough,
ถ้าเกิดคุณเป็นโบล์ท์สมัน คุณก็จะรู้ว่า ถ้ารอนานพอ
09:35
the random fluctuations of those molecules
ความผันผวนอย่างไร้แบบแผนของโมเลกุลพวกนี้
09:38
will occasionally bring them
พอโอกาสอำนวย จะทำให้โมเลกุล
09:41
into lower entropy configurations.
จัดเรียงตัวกันในรูปแบบที่เอ็นโทรปีต่ำ
09:43
And then, of course, in the natural course of things,
ซึ่งถัดต่อไป ว่ากันตามธรรมชาติ
09:45
they will expand back.
มันก็จะขยายตัวกลับไปอยู่ดี
09:47
So it's not that entropy must always increase --
ฉะนั้น เอ็นโทรปีก็ไม่จำเป็นต้องเพิ่มขึ้นเสมอ
09:49
you can get fluctuations into lower entropy,
บางครั้งอาจจะเกิดความผันแปรไปสู่สภาพเอ็นโทรปีต่ำ
09:51
more organized situations.
ที่จัดเรียงตัวอย่างเป็นระเบียบกว่าบ้างก็ได้เหมือนกัน
09:54
Well if that's true,
อ่า ถ้าเกิดเป็นแบบนั้นจริง
09:56
Boltzmann then goes onto invent
ก็ถือได้ว่า โบล์ท์สมันได้สร้าง
09:58
two very modern-sounding ideas --
แนวคิดสมัยใหม่ที่สมเหตุสมผลมากๆถึง 2 แนวคิดด้วยกัน
10:00
the multiverse and the anthropic principle.
ซึ่งก็คือ 'พหุภพ' และ 'หลักมานุษยชาติ'
10:02
He says, the problem with thermal equilibrium
เขาบอกว่า ปัญหาของสมดุลความร้อน
10:05
is that we can't live there.
ก็คือ มันเป็นสภาวะที่มนุษย์อย่างพวกเราไม่สามารถมีีชีวิตอยู่ได้
10:07
Remember, life itself depends on the arrow of time.
ต้องพึงระลึกไว้อย่างหนึ่งก่อนนะครับว่า สิ่งมีชีวิตต้องพึงพาอาศัยลูกศรแห่งกาลเวลา
10:09
We would not be able to process information,
เราจะไม่สามารถประมวลข้อมูลใดๆ
10:12
metabolize, walk and talk,
ไม่สามารถมีการสันดาป เดิน หรือแม้แต่พูด
10:14
if we lived in thermal equilibrium.
ถ้าเราอาศัยอยู่ในสภาวะสมดุลความร้อน
10:16
So if you imagine a very, very big universe,
หากเราลองจินตนาการถึงเอกภพที่ใหญ่มหึมา
10:18
an infinitely big universe,
ใหญ่มากๆแบบไม่มีขอบเขตสิ้นสุด
10:20
with randomly bumping into each other particles,
ในนั้นมีอนุภาคที่วิ่งชนกันอย่างอิสระ
10:22
there will occasionally be small fluctuations in the lower entropy states,
บางครั้งก็จะผันแปรนิดๆหน่อยๆ ในสภาพที่เอ็นโทรปีต่ำ
10:24
and then they relax back.
แล้วก็คลายตัวกลับมาเป็นเหมือนเก่า
10:27
But there will also be large fluctuations.
แต่บางครั้งก็จะมีการแปรผันกันอย่างยิ่งใหญ่
10:29
Occasionally, you will make a planet
บางครั้งนะครับ ก็จะได้เป็นดาวนพเคราะห์ออกมาเลย
10:31
or a star or a galaxy
หรืออาจจะดาวฤกษ์ หรือไม่ก็เป็นดาราจักรเลยก็มี
10:33
or a hundred billion galaxies.
หรืออาจจะได้เป็นดาราจักรหมื่นล้านอัน
10:35
So Boltzmann says,
โบล์ท์สมันก็เลยสรุปว่า
10:37
we will only live in the part of the multiverse,
เราอยู่ในเพียงส่วนหนึ่งของพหุภพ
10:39
in the part of this infinitely big set of fluctuating particles,
เป็นส่วนหนึ่งของแบบแผนอันยิ่งใหญ่ ของความผันผวนของอนุภาค
10:42
where life is possible.
ซึ่งเป็นที่ๆสิิ่งมีชีวิตสามารถดำรงอยู่ได้
10:45
That's the region where entropy is low.
(ส่วนที่เราอยู่ในพหุภพ) ซึ่งก็คือส่วนที่มีเอ็นโทรปีต่ำครับ
10:47
Maybe our universe is just one of those things
บางที เอกภาพของเราอาจจะเป็นหนึ่งในนั้น (ส่วนเอ็นโทรปีตำ่)
10:49
that happens from time to time.
ซึ่งเกิดขึ้นเป็นครั้งคราวก็เป็นได้
10:52
Now your homework assignment
เอาหล่ะ ที่นี่การบ้านของพวกคุณ
10:54
is to really think about this, to contemplate what it means.
ก็คือ ลองคิดดูนะครับว่าทั้งหมดเนี่ยมันหมายความว่ายังไง
10:56
Carl Sagan once famously said
เคยมีคำพูดที่ติดหูของ คาร์ล ซาแกน (Carl Sagan)
10:58
that "in order to make an apple pie,
เขาบอกว่า "จะทำพายแอ๊ปเปิ้ลได้
11:00
you must first invent the universe."
ขั้นแรกสุดเราตั้งสร้างเอกภพเสียก่อน"
11:02
But he was not right.
ซึ่งจริงๆแล้วที่เขาพูดหน่ะไม่ถูกต้องครับ
11:05
In Boltzmann's scenario, if you want to make an apple pie,
ถ้าจะเอาตามแบบโบล์ท์สมัน ต้องเป็นแบบนี้ ถ้าคุณจะทำพายแอ๊ปเปิ้ล
11:07
you just wait for the random motion of atoms
คุณก็แค่นั่งรอให้อะตอมวิ่งไปมาแบบสุ่มๆ
11:10
to make you an apple pie.
แล้วเดี๋ยวมันก็จะกลายเป็นพายแอ๊ปเปิ้ลให้คุณเอง
11:13
That will happen much more frequently
แถมมันยังจะเกิดขึ้นบ่อยกว่า
11:15
than the random motions of atoms
การที่อะตอมจะวิ่งสุ่มไปสุ่มมา
11:17
making you an apple orchard
แล้วกลายเป็นสวนแอ๊ปเปิ้ล
11:19
and some sugar and an oven,
เป็นน้ำตาล เป็นเตาอบ
11:21
and then making you an apple pie.
แล้วค่อยมารวมกันกลายเป็นพายแอ๊ปเปิ้ลให้คุณทีหลัง
11:23
So this scenario makes predictions.
ดังนั้น สถาณการณ์นี้ได้ทำให้เกิดการคาดการพยากรณ์
11:25
And the predictions are
คำพยากรณ์มีว่าอย่างนี้ครับ
11:28
that the fluctuations that make us are minimal.
ความแปรผันที่ทำให้มีเราอยู่ทุกวันนี้ มันเล็กน้อยเท่านั้นครับ
11:30
Even if you imagine that this room we are in now
ถึงแม้ว่าคุณจะรู้สึกว่าห้องที่เราอยู่กันตอนนี้เนี่ย
11:33
exists and is real and here we are,
มีตัวตนและมีอยู่จริง แล้วพวกเราก็อยู่ที่นี้ด้วย
11:36
and we have, not only our memories,
แล้วสิ่งที่เรามีก็ไม่ใช่แค่ความทรงจำเพียงอย่างเดียว
11:38
but our impression that outside there's something
แต่เรายังมีเจตคติ ว่าข้างนอกห้องนี้ยังมีอย่างอื่นด้วย
11:40
called Caltech and the United States and the Milky Way Galaxy,
เช่นสิ่งที่เรียกว่า สถาบันคาลเทคฯ และ สหรัฐอเมริกา แล้วก็ ดาราจักรทางช้างเผือก
11:42
it's much easier for all those impressions to randomly fluctuate into your brain
เจตคติพวกเนี่ยเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาในสมองเราง่ายกว่า-
11:46
than for them actually to randomly fluctuate
การที่มันจะเกิดขึ้นจริงๆจากความผันผวนทางฟิสิกส์
11:49
into Caltech, the United States and the galaxy.
จนกลายเป็นสถาบันคาลเทคฯ สหรัฐอเมริกา และเป็นดาราจักรแบบนี้ครับ
11:51
The good news is that,
ข่าวดีก็คือว่า
11:54
therefore, this scenario does not work; it is not right.
ดังนั้นเหตุการณ์นี้ก็เป็นไปไม่ได้ มันไม่ถูกต้องครับ
11:56
This scenario predicts that we should be a minimal fluctuation.
แนวคิดนี้พยากรณ์ว่าพวกเราควรจะเป็นผลพวงของความผันแปรขั้นต่ำ
11:59
Even if you left our galaxy out,
ถึงแม้คุณจะคิดว่า เราไม่มีดาราจักรของเรา
12:02
you would not get a hundred billion other galaxies.
คุณก็จะไม่มีทางได้ ดาราจักรอื่นอีกแสนล้านหรอกครับ
12:04
And Feynman also understood this.
และ ฟายน์มัน ก็เข้าใจอย่างนี้หมือนกัน
12:06
Feynman says, "From the hypothesis that the world is a fluctuation,
ฟายน์มัน บอกว่า "จากสมมติฐานที่ว่าโลกคือผลพวงของความผันแปร
12:08
all the predictions are that
ก็จะพยากรณ์ได้ว่า
12:12
if we look at a part of the world we've never seen before,
ถ้าเรามองไปตรงส่วนใดส่วนหนึ่งของโลกที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน
12:14
we will find it mixed up, and not like the piece we've just looked at --
เราจะต้องเห็นว่ามันรกเรื้อไปหมด ไม่เหมือนอย่างที่เราเห็นเมื่อตะกี้นี้ซึ่งเป็นสภาวะ
12:16
high entropy.
เอ็นโทรปีสูง
12:18
If our order were due to a fluctuation,
และถ้าความเป็นระเบียบเข้าที่เข้าทาง เกิดจากความผันแปรละก็
12:20
we would not expect order anywhere but where we have just noticed it.
มันก็ไม่น่าจะมีที่ไหนที่ดูเป็นระเบียบอีกแล้วนอกจากตรงที่เราเพิ่งจะเห็น
12:22
We therefore conclude the universe is not a fluctuation."
เพราะอย่างนี้ จึงพอจะสรุปได้ว่า เอกภพไม่ใช่ผลพวงของความแปรผัน"
12:24
So that's good. The question is then what is the right answer?
เป็นคำอธิบายที่ดีมากครับ คราวนี้คำถามก็จะกลายเป็นว่าแล้วคำตอบที่ถูกต้องหล่ะคืออะไร
12:28
If the universe is not a fluctuation,
ถ้าเอกภพไม่ใช่ผลพวกของความแปรผัน
12:31
why did the early universe have a low entropy?
ทำไมเอกภพในยุคต้นๆถึงได้มีเอ็นโทรปีต่ำ
12:33
And I would love to tell you the answer, but I'm running out of time.
ผมอยากจะเฉลยคำตอบนั้นจริงๆครับ แต่เวลาพูดของผมจะหมดแล้วหน่ะสิ
12:36
(Laughter)
(เสียงหัวเราะ)
12:39
Here is the universe that we tell you about,
นี่คือเอกภพที่เรานำเสนอให้คุณฟัง
12:41
versus the universe that really exists.
เทียบกับเอกภพจริงๆที่เป็นอยู่
12:43
I just showed you this picture.
รูปนี้ ผมเพิ่งนำเสนอไปเมื่อกี้
12:45
The universe is expanding for the last 10 billion years or so.
เอกภพมีการขยายตัวตลอดหมื่นล้านปีที่ผ่านมาหรืออะไรทำนองนั้น
12:47
It's cooling off.
แล้วมันก็เย็นตัวลง
12:49
But we now know enough about the future of the universe
แต่ในปัจจุบัน เรามีความรู้มากพอ เกี่ยวกับอนาคตของเอกภพ
12:51
to say a lot more.
ที่จะสามารถอธิบายอะไรได้อีกหลายอย่าง
12:53
If the dark energy remains around,
ถ้าพลังงานมืดยังคงมีทั่วไป
12:55
the stars around us will use up their nuclear fuel, they will stop burning.
ดวงฤกษ์ที่อยู่โดยรอบพวกเรา ก็ใช้เชื้อเพลิงนิวเคลียร์ของพวกมัน เผาไปจนหมดเกลี้ยง
12:57
They will fall into black holes.
แล้วก็จะยุบตัวไปในหลุมดำ
13:00
We will live in a universe
เราก็จะอยู่ในเอกภพ
13:02
with nothing in it but black holes.
ที่ไม่มีอะไรในนั้นเลยนอกจากหลุมดำ
13:04
That universe will last 10 to the 100 years --
เอกภพที่ว่าจะคงอยู่ต่อไปอีกนานเป็น 10 ยกกำลัง 100 ปี
13:06
a lot longer than our little universe has lived.
นานกว่า ช่วงชีวิตจนถึงปัจจุบัน ของเอกภพเล็กๆของเราเสียอีก
13:10
The future is much longer than the past.
อนาคตยังอีกยาวไกลครับเมื่อเทียบกับอดีตที่ผ่านมา
13:12
But even black holes don't last forever.
แต่แม้กระทั่งหลุมดำก็ไม่ได้อยู่ไปตลอดกาล
13:14
They will evaporate,
มันจะจางหายไปในที่สุด
13:16
and we will be left with nothing but empty space.
และเราก็จะถูกทิ้งไว้ในอวกาศที่ความว่างเปล่า
13:18
That empty space lasts essentially forever.
ความว่างเปล่านั้น จะเป็นไปชั่วนิจนิรันดร
13:20
However, you notice, since empty space gives off radiation,
แต่ยังไงก็ตาม คุณทราบแล้วว่า เพราะแม้แต่พื้นที่ว่างๆในอวกาศก็ฉายรังสีออกมา
13:24
there's actually thermal fluctuations,
ดังนั้นมันก็มีเกิดความผันแปรของพลังงาน
13:27
and it cycles around
แล้วมันก็กระจายไปรอบๆ
13:29
all the different possible combinations
ด้วยความน่าจะเป็นทั้งหมดหลายรูปแบบ
13:31
of the degrees of freedom that exist in empty space.
ตามการเปลี่ยนแปรค่าอย่างอิสระ (degree of freedom) ในอวกาศอันเวิ้งว้างว่างเปล่า
13:33
So even though the universe lasts forever,
เพราะฉะนั้น แม้ว่าเอกภพจะอยู่ไปชั่วนิรันดร์
13:36
there's only a finite number of things
เหตุการณ์ที่มีจำนวนเป็นอันตะ (จำกัด) เท่านั้น
13:38
that can possibly happen in the universe.
ที่จะสามารถเกิดขึ้นได้ในเอกภพ
13:40
They all happen over a period of time
พวกมันเกิดขึ้นในช่วงเวลา
13:42
equal to 10 to the 10 to the 120 years.
ที่มีค่าประมาณ 10 ยกกำลัง 10 ยกกำลัง 120 ปี
13:44
So here's two questions for you.
อืม..อย่างนั้น ผมก็อยากถามคุณสักสองคำถามครับ
13:47
Number one: If the universe lasts for 10 to the 10 to the 120 years,
คำถามแรก ก็คือ ถ้าหากว่าเอกภพอยู่ไปนานถึง 10 ยกกำลัง 10 ยกกำลัง 120 ปี
13:49
why are we born
ทำไม มนุษย์ถึงถือกำเนิด
13:52
in the first 14 billion years of it,
ในช่วงหมื่นสี่พันล้านปีแรกของเอกภพ
13:54
in the warm, comfortable afterglow of the Big Bang?
ซึ่งอบอุ่น สบาย ที่เกิดถัดจากการเกิดบิ๊กแบงกันเลย
13:57
Why aren't we in empty space?
ทำไมเราถึงไม่ไปเกิดอยู่ในความว่างเปล่าของอวกาศหล่ะครับ
14:00
You might say, "Well there's nothing there to be living,"
คุณอาจจะบอกว่า "อ่ะ ก็มันไม่มีอะไรให้เราใช้ชีิวิตอยู่ได้นิ"
14:02
but that's not right.
พูดอย่างนั้นอาจจะไม่ค่อยถูกต้องนักครับ
14:04
You could be a random fluctuation out of the nothingness.
จู่ๆคุณอาจจะจุติผุดขึ้นมาเฉยๆจากความไม่มีอะไรเลยก็เป็นหนิ
14:06
Why aren't you?
ก็แล้วทำไมไม่เป็นอย่างนั้นหล่ะ
14:08
More homework assignment for you.
เอาหล่ะสิ คุณได้การบ้านกลับไปคิดเพิ่มอีกแล้วครับ
14:10
So like I said, I don't actually know the answer.
ก็อย่างที่ผมเคยบอกไปแล้วครับว่า จริงๆผมก็ไม่รู้คำตอบหรอก
14:13
I'm going to give you my favorite scenario.
แต่ผมจะเล่าให้ฟังถึงแนวคิดที่ผมชอบก็แล้วกันครับ
14:15
Either it's just like that. There is no explanation.
อาจจะเป็นว่า เอกภพมันก็เป็นแบบนั้นแหละ ไม่ต้องมีคำอธิบาย
14:17
This is a brute fact about the universe
มันเป็นความจริง แบบทื่อๆแท้ ของเอกภพ
14:20
that you should learn to accept and stop asking questions.
ที่คุณควรที่จะเรียนรู้ ที่จะยอมรับมันซะ แล้วหยุดถามซะที
14:22
Or maybe the Big Bang
หรือว่า บางที บิ๊กแบง
14:26
is not the beginning of the universe.
ไม่ใช่จุดเริ่มต้นของเอกภพก็เป็นได้
14:28
An egg, an unbroken egg, is a low entropy configuration,
อย่างไข่ ที่เป็นฟองๆนี่นะครับ ก็มีการจัดเรียงเอ็นโทรปีต่ำ
14:30
and yet, when we open our refrigerator,
ถึงอย่างนั้น พอเราเปิดตู้เย็น
14:33
we do not go, "Hah, how surprising to find
เราก็จะไม่พูดว่า "ฮ่า น่าแปลกใจจังที่เจอ
14:35
this low entropy configuration in our refrigerator."
การจัดเรียงรูปแบบเอ็นโทรปีต่ำในตู้เย็นของเราเองด้วย"
14:37
That's because an egg is not a closed system;
นั่นก็เพราะว่าไข่ไม่ได้อยู่ในระบบปิดหน่ะสิครับ
14:39
it comes out of a chicken.
แต่มันออกมาจากแม่ไก่
14:42
Maybe the universe comes out of a universal chicken.
บางทีเอกภพอาจจะออกมาจากแม่ไก่ของเอกภพอีกทีก็ได้ครับ
14:44
Maybe there is something that naturally,
บางทีอาจจะมีอะไรบางอย่างตามธรรมชาติ
14:48
through the growth of the laws of physics,
ที่อ้างอิงได้ด้วยกฏฟิสิกส์ที่พัฒนาขึ้นทุกวันนี้
14:50
gives rise to universe like ours
ก่อให้เกิดเอกภพอย่างเอกภพของเรา
14:53
in low entropy configurations.
ซึ่งอยู่ในสภาวะเอ็นโทรปีต่ำ
14:55
If that's true, it would happen more than once;
ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง มันควรเกิดขึ้นมากกว่าครั้งเดียว
14:57
we would be part of a much bigger multiverse.
เราควรจะเป็นส่วนหนึ่งของพหุภพที่ใหญ่มหึมามากกว่านี้
14:59
That's my favorite scenario.
อันนี้เป็นแนวคิดที่ผมชอบครับ
15:02
So the organizers asked me to end with a bold speculation.
อ่อ พอดีว่าทางผู้จัดเขาขอให้ผมจบการบรรยายด้วยแนวคิดที่ชัดเจน
15:04
My bold speculation
ผมก็เลยขอฟันธงตรงประเด็นไปเลยว่า
15:07
is that I will be absolutely vindicated by history.
ประวัติศาสตร์จะจารึกไว้ว่า (แนวคิดของ)ผมถูกต้องสมบูรณ์
15:09
And 50 years from now,
และ 50 ปีต่อไปจากนี้
15:12
all of my current wild ideas will be accepted as truths
แนวความคิดที่บ้าๆของผมทั้งหมดจะได้รับการยอมรับว่าเป็นความจริง
15:14
by the scientific and external communities.
ทั้งใน และ นอก วงการวิทยาศาสตร์
15:17
We will all believe that our little universe
พวกเราจะเชื่อกันว่าเอกภพเล็กๆของเรา
15:20
is just a small part of a much larger multiverse.
เป็นแค่เพียงส่วนเสี้ยวของพหุภพที่ใหญ่มหึมากว่ามาก
15:22
And even better, we will understand what happened at the Big Bang
และยิ่งไปกว่านั้น เราจะเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นตอนเกิดบิ๊กแบง
15:25
in terms of a theory
ในเชิงของทฤษฎี
15:28
that we will be able to compare to observations.
ซึ่งจะสามารถทำให้เราเปรียบเทียบกับการข้อมูลจากการสังเกตได้
15:30
This is a prediction. I might be wrong.
นี่เป็นเพียงการคาดเดาครับ ผมอาจผิดก็ได้
15:32
But we've been thinking as a human race
แต่ในฐานะมนุษยชาติ เราก็ครุ่นคิดกันมาโดยตลอด
15:34
about what the universe was like,
ว่าเอกภพจะรูปร่างหน้าตาเป็นยังไง
15:36
why it came to be in the way it did for many, many years.
ทำไมมันถึงเป็นอย่างที่เป็นอยู่แบบนี้มานานนับไม่รู้จะกี่ปี
15:38
It's exciting to think we may finally know the answer someday.
เพียงแค่คิดว่าสักวันนึง เราจะสามารถรู้คำตอบได้ นี่ก็ตื่นเต้นมากแล้วครับ
15:41
Thank you.
ขอบคุณครับ
15:44
(Applause)
(เสียงปรบมือ)
15:46
Translated by Heartfelt Grace
Reviewed by Kelwalin Dhanasarnsombut

▲Back to top

About the Speaker:

Sean M. Carroll - Physicist, cosmologist
A physicist, cosmologist and gifted science communicator, Sean Carroll is asking himself -- and asking us to consider -- questions that get at the fundamental nature of the universe.

Why you should listen

Sean Carroll is a theoretical physicist at Caltech in Pasadena, California, where he researches theoretical aspects of cosmology, field theory and gravitation -- exploring the nature of fundamental physics by studying the structure and evolution of the universe.

His book on cosmology and the arrow of time, From Eternity to Here: The Quest for the Ultimate Theory of Time, was published in 2010. He keeps a regular blog at Cosmic Variance.

More profile about the speaker
Sean M. Carroll | Speaker | TED.com