06:15
TEDxToronto 2010

Drew Dudley: Everyday leadership

ดริว ดัดลี่: ความเป็นผู้นำในทุกๆวัน

Filmed:

เราได้เคยเปลี่ยนแปลงทุกอย่างในชีวิตของคนบางคน -- และบ่อยครั้งที่พวกเราไม่รู้ตัว ในการบรรยายแบบขำขันนี้ คริว ดัดลี่ (Drew Dudley) ได้เรียกร้องให้พวกเราทุกคน มาเฉลิมฉลองความเป็นผู้นำ ให้เป็นการปฏิบัติที่เกิดขึ้นในทุกๆ วัน ในการปรับปรุงชีวิตของกันและกันให้ดีขึ้น (ถ่ายทำที่ TEDxToronto)

- Leadership educator
Drew Dudley believes leadership is not a characteristic reserved for the extraordinary. He works to help people discover the leader within themselves. Full bio

How many of you are completely comfortable
ในที่นี้ มีใครบ้างที่รู้สึกสบายใจอย่างเต็มที่
00:16
with calling yourselves a leader?
ที่จะเรียกตัวเองว่า ผู้นำ
00:17
See, I've asked that question all the way across the country,
เห็นไหม ผมได้ถามคำถามนี้ตลอดทั่วประเทศ
00:20
and everywhere I ask it, no matter where,
และทุกที่ที่ผมถาม ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม
00:23
there's always a huge portion of the audience that won't put up their hand.
จะมีผู้ฟังจำนวนมากเสมอ ที่ไม่ยกมือ
00:25
And I've come to realize that we have made leadership
และผมถึงได้รู้ว่า พวกเราได้ทำให้ ความเป็นผู้นำ
00:28
into something bigger than us.
เป็นสิ่งที่ใหญ่ กว่าตัวพวกเราเอง
00:30
We've made into something beyond us.
เราเปลี่ยนมัน ให้เป็นสิ่งที่ไกลออกไปจากพวกเรา
00:31
We've made it about changing the world.
ให้มันเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงโลก
00:33
And we've taken this title of leader, and we treat it
และเราถือว่าตำแหน่งผู้นำนี้
และเราปฏิบัติกับมัน
00:35
as if it's something that one day we're going to deserve,
ราวกับว่า มันเป็นสิ่งที่สักวันหนึ่ง เราจึงจะคู่ควรกับมัน
00:37
but to give it to ourselves right now
แต่การให้ตำแหน่งนี้กับตัวเราเอง
ในตอนนี้
00:40
means a level of arrogance or cockiness that we're not comfortable with.
หมายถึง ระดับของความยะโสหรือโอหัง
ที่เราไม่สบายใจกับมันนัก
00:42
And I worry sometimes that we spend so much time
และบางทีผมก็กังวลว่า เราใช้เวลาไปมากมายกับ
00:45
celebrating amazing things that hardly anybody can do
การยกย่องเชิดชูสิ่งมหัศจรรย์ต่างๆ
ที่น้อยคนนักจะทำได้
00:47
that we've convinced ourselves that those are
เราทำให้ตัวเราเองเชื่อว่า สิ่งเหล่านั้นเท่านั้น
00:51
the only things worth celebrating, and we start to
ที่ควรค่าแก่การยกย่อง และเราเริ่มที่จะ
00:52
devalue the things that we can do every day, and we start
ลดคุณค่า ของสิ่งที่เราสามารถทำได้ในทุกๆวันลง
00:54
to take moments where we truly are a leader
และเราเริ่มที่จะ ใช้เวลาช่วงสั้นๆ
ที่เราเป็นผู้นำจริงๆนั้น
00:56
and we don't let ourselves take credit for it,
และไม่ยอมให้ตัวเราเอง ได้รับเกียรตินั้น
00:59
and we don't let ourselves feel good about it.
และเราไม่ยอมให้ตัวเราเองรู้สึกดี
เกี่ยวกับสิ่งที่ทำนั้น
01:01
And I've been lucky enough over the last
และ ผมโชคดีพอควรทีเดียว ที่ผ่านมา
01:02
10 years to work with some amazing people
มากกว่า 10 ปี ที่ทำงานกับคนที่น่าอัศจรรย์บางคน
01:04
who have helped me redefine leadership in a way
คนที่ช่วยให้ผมตั้งคำนิยามของ ความเป็นผู้นำ
ขึ้นมาใหม่
01:06
that I think has made me happier.
ที่ทำให้ผมคิดว่า รู้สึกมีความสุขมากขึ้น
01:07
And with my short time today, I just want to share with you
ด้วยเวลาอันสั้นในวันนี้
ผมเพียงแค่อยากจะแบ่งปันกับคุณ
01:09
the one story that is probably most responsible for that redefinition.
เรื่องๆหนึ่ง ที่น่าจะเป็นต้นเหตุสำคัญที่สุด
สำหรับการตั้งคำนิยามใหม่นี้
01:11
I went to school in a little school called
ตอนที่ผมเรียนที่มหาวิทยาลัยเล็กๆแห่งหนึ่ง ชื่อ
01:16
Mount Allison University in Sackville, New Brunswick,
มหาวิทยาลัยเมาท์ อะลิสัน (Mount Allison)
ในเมืองแซ็ควิลล์ รัฐนิวบรันส์วิก
01:18
and on my last day there, a girl came up to me
และในวันสุดท้ายของผมที่่นั่น
มีหญิงสาวคนหนึ่งเข้ามาหาผม
01:20
and she said, "I remember the first time that I met you."
เธอบอกว่า "ฉันจำครั้งแรกที่ฉันพบคุณได้นะ"
01:22
And then she told me a story that had happened four years earlier.
จากนั้นเธอก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้น เมื่อสี่ปีก่อนให้ผมฟัง
01:25
She said, "On the day before I started university,
เธอบอกว่า "ในวันก่อนที่ฉันจะเริ่มเข้าเรียนมหาวิทยาลัย
01:28
I was in the hotel room with my mom and my dad, and
ตอนอยู่ในห้องโรงแรมกับคุณพ่อและคุณแม่ของฉัน และ
01:31
I was so scared and so convinced that I couldn't do this,
ฉันรู้สึกกลัวมากและแน่ใจอย่างมาก ว่าฉันเรียนไม่ได้
01:33
that I wasn't ready for university, that I just burst into tears.
ว่าฉันยังไม่พร้อมสำหรับมหาวิทยาลัย
จนกระทั่งฉันถึงกับร้องไห้โฮออกมา
01:36
And my mom and my dad were amazing. They were like,
คุณพ่อคุณแม่ประหลาดใจ พวกเขาพูดประมาณว่า
01:39
'Look, we know you're scared, but let's just go tomorrow.
"พวกเรารู้ว่าลูกกลัว แต่พรุ่งนี้ลองไปดูก่อนนะ
01:40
Let's go to the first day, and if at any point
ลองไปวันแรกดู และถ้าเมื่อใดก็ตาม
01:43
you feel as if you can't do this, that's fine, just tell us,
ลูกรู้สึกเหมือนว่าลูกไม่สามารถทำได้ ก็ไม่เป็นไร
แค่บอกเราก็พอ
01:45
we will take you home. We love you no matter what.'"
เราจะพาลูกกลับบ้าน ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม เราก็รักลูก"
01:48
And she says, "So I went the next day
และเธอบอกว่า "ดังนั้น วันต่อมาฉันจึงไป
01:50
and I was standing in line getting ready for registration,
ฉันกำลังยืนเข้าแถว พร้อมที่จะลงทะเบียน
01:51
and I looked around and I just knew I couldn't do it.
แล้วฉันก็มองไปรอบๆ และฉันรู้เพียงแค่ว่า ฉันทำไม่ได้
01:54
I knew I wasn't ready. I knew I had to quit."
ฉันรู้ว่าฉันยังไม่พร้อม ฉันรู้ว่า ฉันต้องล้มเลิก"
01:56
And she says, "I made that decision, and as soon as I made it,
เธอบอกอีกว่า "ฉันได้ตัดสินใจอย่างนั้นแล้ว
และทันทีที่ได้ตัดสินใจ
01:58
there was this incredible feeling of peace that came over me.
ก็มีความรู้สึกสงบสุขอย่างไม่น่าเชื่อนี้ เข้ามาแทน
02:00
And I turned to my mom and my dad to tell them
ฉันหันกลับไปหาคุณพ่อและคุณแม่
เพื่อจะบอกท่าน
02:02
that we needed to go home, and just at that moment,
ว่าเราต้องกลับบ้านกันแล้วละ และในตอนนั้นเอง
02:04
you came out of the Student Union building
คุณก็เดินออกมาจากตึกสโมสรนักศึกษา
02:06
wearing the stupidest hat I have ever seen in my life." (Laughter)
ใส่หมวกที่ดูทึ่มที่สุด
เท่าที่ฉันเคยเห็นมาในชีวิตเลย" (เสียงหัวเราะ)
02:08
"It was awesome.
"มันสุดยอดมาก
02:12
And you had a big sign promoting Shinerama,
และคุณถือป้ายแผ่นใหญ่ สนับสนุนกลุ่มไชเนอรามา (Shinerama)
02:13
which is Students Fighting Cystic Fibrosis,"
ซึ่งก็คือ กลุ่มนักเรียนที่ต่อสู้กับโรคซีสติกไฟโบรซีส (Cystic Fibrosis)"
02:15
— a charity I've worked with for years —
งานการกุศลที่ผมทำงานอยู่ด้วย มาหลายปี
02:17
"and you had a bucketful of lollipops.
"และคุณก็ถือถังที่เต็มไปด้วยลูกอมยิ้ม
02:18
And you were walking along and you were handing the lollipops out
ขณะที่คุณเดินมาเรื่อยๆ และแจกอมยิ้มนั้น
02:20
to people in line and talking about Shinerama.
ให้กับคนที่อยู่ในแถว และเล่าเรื่องราว
เกี่ยวกับของไชเนอรามา
02:22
And all of a sudden, you got to me, and you just stopped,
และทันใดนั้น คุณมาถึงฉัน และคุณก็หยุดเดิน
02:25
and you stared. It was creepy." (Laughter)
และคุณก็มองจ้องมา มันน่าขนลุกนะ" (เสียงหัวเราะ)
02:28
This girl right here knows exactly what I'm talking about. (Laughter)
หนูคนที่นั่งอยู่ตรงนี้ รู้แน่ๆเลย
ว่าผมกำลังพูดเรื่องอะไร (เสียงหัวเราะ)
02:32
"And then you looked at the guy next to me,
"แล้วคุณก็มองมาที่ผู้ชายถัดจากฉันไป
02:35
and you smiled, and you reached in your bucket, and you pulled
แล้วคุณก็ยิ้ม คุณล้วงมือเข้าไปในถัง แล้วก็ดึงเอา
02:37
out a lollipop, and you held it out to him, and you said,
อมยิ้มแท่งหนึ่งออกมา แล้วคุณก็ยื่นให้กับเขา
และพูดว่า
02:38
'You need to give a lollipop to the beautiful woman standing next to you.'"
'คุณต้องให้อมยิ้มกับสาวสวยคนที่ยืนข้างๆคุณนะ' "
02:41
And she said, "I have never seen anyone get more embarrassed faster in my life.
แล้วเธอบอกว่า "ฉันไม่เคยเห็นใครที่รู้สึกเขินอาย
ได้ง่ายมากกว่านั้นมาก่อน ในชีวิตฉัน"
02:44
He turned beet red, and he wouldn't even look at me.
หน้าเขากลายเป็นสีแดงบีทรูท
และเขาไม่มองมาที่ฉันเลย แม้แต่น้อย
02:49
He just kind of held the lollipop out like this." (Laughter)
เขาแค่ยื่นอมยิ้มให้แบบนี้" (เสียงหัวเราะ)
02:50
"And I felt so bad for this dude that I took the lollipop,
"และฉันรู้สึกสงสารผู้ชายคนนี้มาก จนต้องรับอมยิ้มมา
02:54
and as soon as I did, you got this incredibly severe look
และเมื่อฉันรับอมยิ้มมา คุณก็มีสีหน้าเคร่งขรึมอย่างไม่น่าเชื่อ
02:57
on your face and you looked at my mom and my dad,
และคุณก็มองไปที่คุณพ่อกับคุณแม่ของฉัน
02:59
and you said, 'Look at that. Look at that.
แล้วคุณก็พูดว่า 'ดูสิ ดูสิ
03:01
First day away from home, and already she's taking candy
วันแรกที่ออกมาจากบ้าน เธอก็ยอมรับลูกอมยิ้ม
03:03
from a stranger?!'" (Laughter)
จากคนแปลกหน้าแล้วเนี่ยนะ?! (หัวเราะ)
03:06
And she said, "Everybody lost it. Twenty feet in every
และเธอบอกว่า "แล้วทุกคนก็หยุดไม่ได้ ห่างออกไปยี่สิบฟุตในทุกทิศทุกทาง
03:09
direction, everyone started to howl.
ทุกๆคนเริ่มหัวเราะเสียงดัง
03:12
And I know this is cheesy, and I don't know why I'm telling you this,
ฉันรู้ว่ามันฟังดูไม่เข้าท่า แต่ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไม
ฉันถึงเล่าให้คุณฟังเรื่องนี้
03:14
but in that moment when everyone was laughing,
แต่ในชั่วขณะนั้นเอง ตอนที่ทุกคนกำลังหัวเราะ
03:16
I knew that I shouldn't quit.
ฉันก็รู้ว่า ฉันไม่ควรที่จะล้มเลิกการเข้าเรียน
03:18
I knew that I was where I was supposed to be,
ฉันรู้ว่า ฉันอยู่ในที่ๆฉันควรจะอยู่
03:20
and I knew that I was home, and I haven't spoken to you
และฉันรู้ว่า ฉันรู้สึกเหมือนอยู่ที่บ้าน
แต่ฉันก็ยังไม่เคยพูดกับคุณ
03:22
once in the four years since that day,
สักครั้งในรอบสี่ปี หลังจากวันนั้น
03:24
but I heard that you were leaving,
แต่ฉันได้ยินมาว่า คุณกำลังจะจากไป
03:26
and I had to come up and tell you that you've been
ฉันเลยต้องมาและบอกคุณว่า คุณนั้นเป็น
03:28
an incredibly important person in my life, and I'm going to miss you. Good luck."
คนที่สำคัญอย่างเหลือเชื่อในชีวิตของฉัน
และฉันจะคิดถึงคุณ ขอให้โชคดีนะคะ"
03:30
And she walks away, and I'm flattened.
แล้วเธอก็เดินจากไป และผมก็ถูกลูกยอ
03:34
And she gets about six feet away, she turns around and smiles, and goes,
พอเธอเดินห่างไปประมาณหกฟุต
เธอก็หันกลับมา ยิ้ม แล้วก็บอกว่า
03:36
"You should probably know this, too.
"คุณก็น่าจะรู้เรื่องนี้ด้วยนะ
03:39
I'm still dating that guy four years later." (Laughter)
ฉันยังคงนัดเที่ยวกับผู้ชายคนนั้น
สีปีหลังจากนั้น" (เสียงหัวเราะ)
03:40
A year and a half after I moved to Toronto,
หนึ่งปีครึ่งหลังจากผมย้ายมาที่โตรอนโต้
03:44
I got an invitation to their wedding.
ผมได้รับเชิญไปงานแต่งงานของพวกเขา
03:47
Here's the kicker. I don't remember that.
และที่คาดไม่ถึงและน่าประหลาดใจก็คือ
ผมจำเรื่องนี้ไม่ได้เลย
03:50
I have no recollection of that moment,
ผมไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับช่วงเวลานั้นเลย
03:52
and I've searched my memory banks, because that is funny
และผมได้ค้นหาในคลังความจำของผม
เพราะว่ามันตลกนะ
03:54
and I should remember doing it, and I don't remember it.
ผมควรจะจำได้ว่าผมได้ทำ แต่ผมกลับจำไม่ได้
03:56
And that was such an eye-opening, transformative moment
และนั่น เป็นช่วงเวลา ของการเปิดหูเปิดตา
และการเปลี่ยนแปลง
03:59
for me to think that maybe the biggest impact I'd ever had
สำหรับผมที่คิดได้ว่า นั่นอาจเป็นผลกระทบที่ยิ่งใหญ่ที่สุด
เท่าที่ผมเคยทำ
04:01
on anyone's life, a moment that had a woman walk up
ให้กับชีวิตของใครคนหนึ่ง
ช่วงเวลาที่ ผู้หญิงคนหนึ่ง เดินเข้ามา
04:04
to a stranger four years later and say,
หาคนแปลกหน้าเมื่อสี่ปีให้หลัง และพูดว่า
04:06
"You've been an incredibly important person in my life,"
"คุณเป็นคนที่สำคัญอย่างไม่น่าเชื่อ ในชีวิตของฉัน"
04:08
was a moment that I didn't even remember.
เป็นช่วงเวลาที่ผมจำไม่ได้เลย
04:10
How many of you guys have a lollipop moment,
มีใครบ้างในที่นี้ เคยมีช่วงเวลา ลูกอมยิ้มบ้าง
04:12
a moment where someone said something or did something
ช่วงเวลาที่ ใครบางคนพูดอะไรบางอย่าง
หรือทำอะไรบางอย่าง
04:14
that you feel fundamentally made your life better?
ที่คุณรู้สึกว่า โดยพื้นฐานแล้วมันทำให้ชีวิตคุณดีขึ้น
04:16
All right. How many of you have told that person they did it?
งั้น มีใครบ้างที่ได้บอกคนๆนั้นว่า เขาได้ทำอะไรไป?
04:18
See, why not? We celebrate birthdays,
เห็นไหม ทำไมถึงไม่บอกล่ะ? เราฉลองงานวันเกิด
04:23
where all you have to do is not die for 365 days — (Laughter) —
ซึ่งพวกคุณต้องทำก็คือ การไม่ตายเป็นเวลา 365 วัน (เสียงหัวเราะ)
04:25
and yet we let people who have made our lives better
แต่เรากลับปล่อยให้คน ที่ทำให้ชีวิตพวกเราดีขึ้น
04:29
walk around without knowing it.
เดินไปทั่ว โดยไม่ทราบเรื่องนั้นเลย
04:31
And every single one of you, every single one of you
และพวกคุณแต่ละคน พวกคุณแต่ละคน
04:33
has been the catalyst for a lollipop moment.
ได้เคยเป็นผู้ที่ทำให้เกิดช่วงเวลาลูกอมยิ้มขึ้นแล้ว
04:35
You have made someone's life better by something
คุณได้ทำให้ชีวิตของบางคนดีขึ้น
04:37
that you said or that you did, and if you think you haven't,
จากบางอย่างที่คุณได้พูดหรือได้ทำ
และถ้าคุณคิดว่าคุณไม่เคยทำ
04:38
think about all the hands that didn't go back up when I asked that question.
ลองคิดถึง มือทั้งหลายที่ไม่ได้ยกขึ้น
ตอนที่ผมถามคำถามนั้นสิ
04:41
You're just one of the people who hasn't been told.
คุณก็แค่เป็นคนหนึ่ง ในผู้ที่ไม่มีคนมาบอก
04:44
But it is so scary to think of ourselves as that powerful.
แต่ มันน่าตกใจที่จะคิดว่า ตัวเราเองนั้นมีอิทธิพล
04:45
It can be frightening to think that we can matter that much
มันอาจน่ากลัวที่จะคิดว่า
เรานั้นสำคัญมากขนาดนั้นต่อคนอื่น
04:48
to other people, because as long as we make leadership something bigger than us,
เพราะว่าตราบใดที่เราทำให้ความเป็นผู้นำ
เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าตัวเรา
04:50
as long as we keep leadership something beyond us,
ตราบใดที่เรา เอาความเป็นผู้นำไปห่างไกลจากเรา
04:54
as long as we make it about changing the world,
ตราบใดที่เรา ทำให้มันเรื่องของการเปลี่ยนแปลงโลก
04:56
we give ourselves an excuse not to expect it
เราหาข้อแก้ตัวสำหรับตัวเอง
เพื่อที่จะไม่ต้องคาดหวังมัน
04:57
every day from ourselves and from each other.
ในทุกๆวัน จากตัวเราเอง และจากคนอื่นๆ
04:59
Marianne Williamson said, "Our greatest fear is not that we are inadequate.
มาริแอน วิลเลียมสัน พูดว่า "ความกลัวที่สุดของเรานั้น
ไม่ใช่กลัวว่าเราไม่ดีพอ
05:02
Our greatest fear is that we are powerful beyond measure.
ความกลัวที่สุดของเรา คือ
กลัวว่าเรามีอำนาจเกินกว่าที่จะประมาณได้
05:05
It is our light, and not our darkness, that frightens us."
ด้านสว่างของเราต่างหาก ไม่ใช่ด้านมืดของเรา
ที่ทำให้เราหวาดกลัว"
05:07
And my call to action today is that we need to get over that.
และเสียงเรียกร้องของผม ให้ทำในวันนี้ ก็คือ
พวกเราจำต้องข้ามสิ่งเหล่านั้นไป
05:10
We need to get over our fear of how extraordinarily
เราต้องข้ามผ่านความกลัวเกี่ยวกับ
อิทธิพลที่มีมากเป็นพิเศษ
05:13
powerful we can be in each other's lives.
ที่เราสามารถมีได้ กับชีวิตของกันและกัน
05:15
We need to get over it so we can move beyond it, and our
เราจำต้องข้ามผ่านมันไป
เราจึงจะสามารถก้าวพ้นมันไป แล้ว
05:16
little brothers and our little sisters, and one day our kids --
น้องชายและน้องสาวตัวน้อยของพวกเรา
และในวันหนึ่งข้างหน้า ลูกๆของเรา
05:19
or our kids right now -- can watch and start to value
หรือลูกๆของเราในขณะนี้ -- สามารถที่จะเฝ้าดู
และเริ่มเห็นคุณค่า
05:22
the impact we can have on each other's lives
ของผลกระทบ ที่เราสามารถทำให้เกิดขึ้นได้
ในชีวิตของกันและกัน
05:24
more than money and power and titles and influence.
มากยิ่งกว่าเงินและอำนาจ
และยศฐาบรรดาศักด์และอิทธิพล
05:26
We need to redefine leadership as being about lollipop moments,
เราต้องนิยามคำว่า ความเป็นผู้นำ
เสียใหม่ว่า เกี่ยวกับช่วงเวลาของลูกอมยิ้ม
05:29
how many of them we create, how many of them we acknowledge,
เราสร้างมันขึ้นมากี่ครั้ง
เรายอมรับว่ามันเกิดขึ้นจริงกี่ครั้ง
05:32
how many of them we pay forward, and how many of them we say thank you for.
เราจ่ายไปเพื่อให้ได้มันมากี่ครั้ง
และเรากล่าวคำขอบคุณไปกี่ครั้ง
05:35
Because we've made leadership about changing the world,
เพราะว่า เราได้ทำให้ความเป็นผู้นำ
ไปเป็นเรื่องของ การเปลี่ยนแปลงโลก
05:38
and there is no world. There's only six billion understandings of it,
แต่มันไม่มีโลก มีแต่เพียงความเข้าใจในเรื่องนี้
ของคนหกพันล้านคน
05:41
and if you change one person's understanding of it,
และถ้าคุณเปลี่ยนความเข้าใจของคนคนหนึ่ง ในเรื่องนี้
05:44
one person's understanding of what they're capable of,
ความเข้าใจของคนๆหนึ่ง ในสิ่งที่พวกเขาสามารถทำได้
05:46
one person's understanding of how much people care about them,
ความเข้าใจของคนๆหนึ่ง ว่าคนห่วงใยเขาอยู่มากเท่าใด
05:48
one person's understanding of how powerful an agent
ความเข้าใจของคนๆหนึ่งว่า
เขาเป็นผู้กระทำที่ทรงพลัง ได้มากแค่ไหน
05:50
for change they can be in this world, you've changed the whole thing.
ต่อการเปลี่ยนแปลงในโลกนี้
เมื่อนั้นคุณได้เปลี่ยนแปลงสิ่งทั้งมวล
05:53
And if we can understand leadership like that,
และถ้าเราเข้าใจความเป็นผู้นำ
ในลักษณะที่ว่านั้น
05:56
I think if we can redefine leadership like that,
ผมคิดว่า ถ้าเราสามารถนิยาม ความเป็นผู้นำ
ขึ้นมาใหม่ ในลักษณะที่ว่านั้น
05:59
I think we can change everything.
ผมคิดว่า พวกเราสามารถเปลี่ยนแปลงทุกสิ่งทุกอย่างได้
06:01
And it's a simple idea, but I don't think it's a small one,
และนั่นเป็นแนวคิดง่ายๆ
แต่ผมไม่คิดว่ามันเป็นเรื่องเล็ก
06:03
and I want to thank you all so much for letting me share it with you today.
และผมอยากจะขอบคุณทุกท่านเป็นอย่างมาก
ที่ให้ผมมาแบ่งปันเรื่องนี้กับท่านในวันนี้ครับ
06:06
Translated by Pattaramas Jantasin
Reviewed by yamela areesamarn

▲Back to top

About the Speaker:

Drew Dudley - Leadership educator
Drew Dudley believes leadership is not a characteristic reserved for the extraordinary. He works to help people discover the leader within themselves.

Why you should listen

Drew Dudley’s interest in developing people’s leadership began when he was the Leadership Development coordinator at the University of Toronto, Scarborough. In 2010 he founded Nuance Leadership Development Services, a company that creates leadership curricula for communities, organizations and individuals -- a subject on which he also speaks widely.

More profile about the speaker
Drew Dudley | Speaker | TED.com