18:01
TEDSalon NY2013

Bruce Feiler: Agile programming -- for your family

บรูซ เฟเลอร์ (Bruce Feiler): การพัฒนาแบบอไจล์ สำหรับครอบครัวของคุณ

Filmed:

บรูซ เฟเลอร์มีไอเดียแหวกแนว เพื่อรับมือกับความเครียดในครอบครัวสมัยใหม่ ใช้อไจล์ ได้แรงบันดาลใจจากการพัฒนาซอฟต์แวร์ เฟเลอร์แนะนำเทคนิคในครอบครัวที่ส่งเสริมความยืดหยุ่น เปิดรับไอเดียรอบด้าน และการให้คำติชมและความรับผิดชอบสม่ำเสมอ แถมเซอร์ไพรส์ เด็กๆ เลือกการลงโทษได้เองด้วย

- Writer
Bruce Feiler is the author of "The Secrets of Happy Families," and the writer/presenter of the PBS miniseries "Walking the Bible." Full bio

So here's the good news about families.
ข่าวดีเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวก็คือ
00:16
The last 50 years have seen a revolution
ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างมาก
00:19
in what it means to be a family.
ในความหมายของครอบครัว ใน 50 ปีที่ผ่านมา
00:21
We have blended families, adopted families,
เรามีครอบครัวผสม ครอบครัวบุญธรรม
00:23
we have nuclear families living in separate houses
เรามีครอบครัวเดี่ยวที่แยกกันอยู่คนละบ้าน
00:26
and divorced families living in the same house.
และก็มีครอบครัวที่หย่าร้างกันแล้ว
แต่อยู่รวมกันในบ้านเดียว
00:28
But through it all, the family has grown stronger.
แต่โดยรวมๆ แล้ว สถาบันครอบครัวเข้มแข็งมากขึ้น
00:31
Eight in 10 say the family they have today
คน 8 ใน 10 คนบอกว่า ครอบครัวที่มีในวันนี้
00:34
is as strong or stronger than the family they grew up in.
มีความเข้มแข็งเท่ากัน หรือมากกว่าครอบครัวที่เขาเติบโตมา
00:36
Now, here's the bad news.
ทีนี้ก็มาถึงข่าวร้ายบ้าง
00:41
Nearly everyone is completely overwhelmed
แทบทุกคนต่างก็เผชิญปัญหามากมาย เกินรับไหว
00:43
by the chaos of family life.
กับความวุ่นวายยุ่งเหยิงในชีวิตครอบครัว
00:45
Every parent I know, myself included,
ผู้ปกครองทุกคนที่ผมรู้จัก รวมถึงตัวผมเองด้วย
00:48
feels like we're constantly playing defense.
รู้สึกว่าเราต้องเล่นเกมรับอยู่ตลอดเวลา
00:50
Just when our kids stop teething, they start having tantrums.
พอลูกๆ หมดปัญหาเรื่องฟัน ก็เริ่มมีปัญหาเรื่องเจ้าอารมณ์
00:52
Just when they stop needing our help taking a bath,
พอเด็กๆ พอจะช่วยตัวเองได้แล้วเรื่องการอาบน้ำ
00:55
they need our help dealing with cyberstalking or bullying.
ก็จะเริ่มต้องการความช่วยเหลือเรื่องการถูกรังแกทางเน็ต
00:57
And here's the worst news of all.
และข่าวร้ายที่สุดก็คือ
01:01
Our children sense we're out of control.
ลูกๆ ของพวกเราก็รับรู้ได้ว่า เราเริ่มคุมเกมไม่อยู่แล้ว
01:03
Ellen Galinsky of the Families and Work Institute
เอลเลน กาลินสกี้ แห่งสถาบันครอบครัวและอาชีพ
01:06
asked 1,000 children, "If you were granted
ได้สำรวจเด็กๆ 1,000 คน โดยถามว่า
"ถ้าหนูมีพรวิเศษ
01:09
one wish about your parents, what would it be?"
ขอได้หนึ่งอย่างเกี่ยวกับพ่อแม่ หนูจะขออะไร?"
01:12
The parents predicted the kids would say,
พวกผู้ใหญ่ก็คาดเดากันว่า เด็กๆ น่าจะขอ
01:15
spending more time with them.
ให้ผู้ใหญ่ใช้เวลากับพวกเขามากขึ้น
01:17
They were wrong. The kids' number one wish?
ผิดครับ ความปรารถนาอันดับแรกของเด็กๆ ก็คือ
01:20
That their parents be less tired and less stressed.
ขอให้พ่อแม่ของพวกเขา เหนื่อยและเครียดน้อยกว่านี้
01:23
So how can we change this dynamic?
แล้วเราจะเปลี่ยนสถานการณ์นี้ได้อย่างไร?
01:27
Are there concrete things we can do to reduce stress,
มีวิธีไหนที่ได้ผลบ้างไหม ที่เราจะลดความเครียด
01:29
draw our family closer,
นำพาให้ครอบครัวใกล้ชิดกันมากขึ้น
01:33
and generally prepare our children to enter the world?
และยังช่วยเตรียมความพร้อมให้ลูกๆ ของเราที่จะเผชิญโลกต่อไป
01:35
I spent the last few years trying to answer that question,
ผมใช้เวลาในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พยายามหาคำตอบ
01:39
traveling around, meeting families, talking to scholars,
เดินทางพบปะหลากหลายครอบครัว
พูดคุยกับนักวิชาการ
01:43
experts ranging from elite peace negotiators
ผู้เชี่ยวชาญหลายสาขาตั้งแต่ ผู้แทนเจรจาสันติภาพ
01:46
to Warren Buffett's bankers to the Green Berets.
ไปจนถึงนักธนาคารของวอเร็น บัฟเฟต
รวมไปถึงพวกกรีนแบร์เร่
01:49
I was trying to figure out, what do happy families do right
ผมพยายามที่จะค้นหาว่า ครอบครัวที่มีความสุข
ทำกันได้อย่างไร
01:53
and what can I learn from them to make my family happier?
และผมสามารถเรียนรู้อะไรบ้าง
เพื่อทำให้ครอบครัวมีความสุขมากขึ้น
01:56
I want to tell you about one family that I met,
ผมอยากเล่าให้ฟังถึงครอบครัวหนึ่งที่ผมพบ
02:01
and why I think they offer clues.
และทำไมผมถึงคิดว่า พวกเขาชี้ทางสว่างให้ได้
02:03
At 7 p.m. on a Sunday in Hidden Springs, Idaho,
ในเมืองฮิดเดนสปริงส์ รัฐไอดาโฮ หนึ่งทุ่มวันอาทิตย์
02:06
where the six members of the Starr family are sitting down
สมาชิกทั้งหกคนของครอบครัวสตารร์ นั่งลงพร้อมกัน
02:09
to the highlight of their week: the family meeting.
เข้าสู่ช่วงสำคัญของสัปดาห์ คือการประชุมครอบครัว
02:11
The Starrs are a regular American family
ครอบครัวสตารร์เป็นครอบครัวอเมริกันธรรมดา
02:14
with their share of regular American family problems.
และก็มีปัญหาเหมือนๆ กับครอบครัวอเมริกันอื่นๆ
02:16
David is a software engineer. Eleanor takes care
เดวิดเป็นวิศวกรซอฟต์แวร์ ส่วนเอเลนอร์ก็ดูแล
02:19
of their four children, ages 10 to 15.
ลูกๆ ทั้งสี่คน อายุตั้งแต่ 10 ถึง 15 ขวบ
02:22
One of those kids tutors math on the far side of town.
เด็กคนหนึ่งต้องกวดวิชาเลข ที่ฝั่งตรงข้ามของเมือง
02:25
One has lacrosse on the near side of town.
อีกคนหนึ่งต้องซ้อมกีฬาลาครอสที่อีกด้านของเมือง
02:28
One has Asperger syndrome. One has ADHD.
คนหนึ่งมีอาการแอสเพอร์เกอร์ซินโดรม และมีคนหนึ่งเป็นโรคสมาธิสั้น
02:30
"We were living in complete chaos," Eleanor said.
เอเลนอร์บอกว่า "เราเคยมีชีวิตอยู่อย่างวุ่นวายโกลาหล"
02:34
What the Starrs did next, though, was surprising.
สิ่งที่ครอบครัวสตาร์ทำต่อจากนั้น เป็นเรื่องน่าแปลกใจ
02:37
Instead of turning to friends or relatives,
แทนที่จะขอคำปรึกษาจากเพื่อนหรือญาติ
02:40
they looked to David's workplace.
พวกเขากลับมองไปที่ที่ทำงานของเดวิด
02:43
They turned to a cutting-edge program called agile development
แล้วหันไปใช้วิธีการพัฒนาซอฟต์แวร์แบบใหม่ เรียกว่า อไจล์
02:46
that was just spreading from manufacturers in Japan
วิธีการนี้เริ่มมาจากกลุ่มผู้ผลิตในญี่ปุ่น
02:49
to startups in Silicon Valley.
แพร่หลายมาสู่เหล่าบริษัทหน้าใหม่ในซิลิคอนวัลเลย์
02:52
In agile, workers are organized into small groups
การทำงานแบบอไจล์ สมาชิกจะแบ่งเป็นกลุ่มย่อยๆ
02:55
and do things in very short spans of time.
และทำกิจกรรมต่างๆ ด้วยเวลาที่สั้นมากๆ
02:58
So instead of having executives issue grand proclamations,
ดังนั้นแทนที่จะต้องมีการสั่งการจากผู้บริหารมาเป็นทางการ
03:00
the team in effect manages itself.
แต่จะทีมต่างก็บริหารงานกันเอง
03:03
You have constant feedback. You have daily update sessions.
มีการให้คำติชมกันเป็นประจำ มีการรายงานความคืบหน้าทุกวัน
03:06
You have weekly reviews. You're constantly changing.
มีการทบทวนประจำสัปดาห์ มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ
03:09
David said when they brought this system into their home,
เดวิดเล่าว่า เมื่อนำระบบแบบนี้มาใช้ในบ้าน
03:13
the family meetings in particular increased communication,
เกิดการสื่อสารกันมากขึ้น โดยเฉพาะในการประชุมครอบครัว
03:16
decreased stress, and made everybody
ความเครียดลดลง และทำให้ทุกคน
03:19
happier to be part of the family team.
มีความสุขมากขึ้น กับการเป็นส่วนหนึ่งของทีมครอบครัว
03:22
When my wife and I adopted these family meetings and other techniques
เมื่อผมและภรรยา เริ่มนำการประชุมครอบครัวและเทคนิคอื่นๆ
03:25
into the lives of our then-five-year-old twin daughters,
มาลองใช้กับชีวิตเรา ที่มีลูกสาวฝาแฝดอายุตอนนั้น 5 ขวบ
03:28
it was the biggest single change we made since our daughters were born.
มันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ที่สุด นับตั้งแต่ลูกสาวของพวกเราเกิดมา
03:31
And these meetings had this effect
และการประชุมเหล่านั้นก็สร้างผลกระทบเป็นอย่างมาก
03:35
while taking under 20 minutes.
ทั้งๆ ที่มันใช้เวลาแต่ละครั้งแค่ 20 นาทีเท่านั้น
03:37
So what is Agile, and why can it help
อไจล์คืออะไร แล้วมันจะมาช่วยอะไร
03:40
with something that seems so different, like families?
กับบางอย่างที่แตกต่างไปอย่างชีวิตครอบครัวได้
03:42
In 1983, Jeff Sutherland was a technologist
ในปี 1983 เจฟฟ์ ซัสเตอแลนด์ เป็นนักเทคโนโลยี
03:45
at a financial firm in New England.
ในบริษัทการเงินแห่งหนึ่งในนิวอิงแลนด์
03:47
He was very frustrated with how software got designed.
เขาหงุดหงิดเป็นอย่างมากกับวิธีการออกแบบซอฟต์แวร์
03:50
Companies followed the waterfall method, right,
ตอนนี้บริษัทต่างใช้วิธีการแบบน้ำตก
03:53
in which executives issued orders that slowly trickled down
ซึ่งผู้บริการออกคำสั่งที่จะถูกส่งผ่านลงมาเป็นขั้นๆ
03:55
to programmers below,
ไหลมาอย่างช้าๆ สู่เหล่าโปรแกรมเมอร์ด้านล่าง
03:58
and no one had ever consulted the programmers.
และไม่เคยมีใครได้ปรึกษาเหล่าโปรแกรมเมอร์เลย
04:00
Eighty-three percent of projects failed.
โครงการต่างๆ ล้มเหลวถึง 83 เปอร์เซ็นต์
04:03
They were too bloated or too out of date
ผลลัพธ์ที่ได้เทอะทะ และล้าสมัย
04:05
by the time they were done.
ไปในทันทีที่พัฒนาเสร็จ
04:08
Sutherland wanted to create a system where
ซัตเตอแลนด์ต้องการสร้างระบบที่
04:10
ideas didn't just percolate down but could percolate up from the bottom
ไอเดียต่างๆ ไม่ได้เพียงมาจากเบื้องบน แต่สามารถมาจากด้านล่างได้ด้วย
04:13
and be adjusted in real time.
และสามารถปรับเปลี่ยนได้ในทันทีทันใด
04:17
He read 30 years of Harvard Business Review
เขาอ่านบทความต่างๆ ในฮาร์วาร์ดบิสิเนสรีวิวย้อนหลังไป 30 ปี
04:19
before stumbling upon an article in 1986
ก่อนจะสะดุดใจเข้ากับบทความหนึ่งในปี 1986
04:22
called "The New New Product Development Game."
ชื่อ "วิธีการใหม่ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่"
04:25
It said that the pace of business was quickening --
บทความกล่าวถึงสภาพธุรกิจที่เร่งเร็วขึ้น
04:28
and by the way, this was in 1986 --
นั่นเป็นเรื่องที่พูดกันเมื่อปี 1986 --
04:31
and the most successful companies were flexible.
และบริษัทที่ประสบความสำเร็จมากที่สุด มีความยืดหยุ่นสูง
04:33
It highlighted Toyota and Canon
มีการอ้างถึงโตโยต้าและแคนอน
04:37
and likened their adaptable, tight-knit teams to rugby scrums.
และเปรียบลักษณะทีมงานที่คล่องตัวเหมือนกับทีมสกรัมรักบี้
04:38
As Sutherland told me, we got to that article,
ซัสเตอแลนด์บอกผมว่า พอเราเจอบทความนั่น
04:43
and said, "That's it."
เรารู้ว่า "นี่แหละ ใช่เลย"
04:45
In Sutherland's system, companies don't use
ในระบบของซัสเตอแลนด์ บริษัทต่างๆ จะไม่ใช้
04:47
large, massive projects that take two years.
การทำโครงการขนาดใหญ่ ที่ต้องใช้เวลาถึงสองปี
04:50
They do things in small chunks.
พวกเขาทำสิ่งต่างๆ เป็นงานย่อยๆ
04:53
Nothing takes longer than two weeks.
ไม่มีงานไหนที่ใช้เวลานานกว่าสองสัปดาห์
04:54
So instead of saying, "You guys go off into that bunker
แทนที่จะบอกว่า "เอาละ คุณไปกักตัวซุ่มพัฒนางานมา
04:57
and come back with a cell phone or a social network,"
แล้วกลับมาพร้อมกับโทรศัพท์หรือเครือข่ายสังคมที่เสร็จสมบูรณ์"
04:59
you say, "You go off and come up with one element,
เรากลับบอกว่า "ไปพัฒนามาแค่ส่วนเดียวก่อน"
05:02
then bring it back. Let's talk about it. Let's adapt."
แล้วเอากลับมาคุยกัน เราจะปรับเปลี่ยนไปตามสถานการณ์
05:04
You succeed or fail quickly.
คุณจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวอย่างรวดเร็ว
05:07
Today, agile is used in a hundred countries,
มาถึงวันนี้ แนวทางอไจล์ถูกใช้ในกว่าร้อยประเทศ
05:10
and it's sweeping into management suites.
และเริ่มแพร่หลายเข้าไปสู่กลุ่มผู้บริหารระดับสูง
05:14
Inevitably, people began taking some of these techniques
ผู้คนต่างก็เริ่มใช้เทคนิคเหล่านี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
05:16
and applying it to their families.
และนำมาประยุกต์ใช้ในครอบครัว
05:19
You had blogs pop up, and some manuals were written.
มีการเขียนบล็อก มีการเขียนคู่มือ
05:21
Even the Sutherlands told me that they had
ครอบครัวซัสเตอแลนด์ถึงกับมีการ
05:24
an Agile Thanksgiving,
จัดเทศกาลขอบคุณพระเจ้าด้วยเทคนิคอไจล์
05:26
where you had one group of people working on the food,
โดยมีกลุ่มหนึ่งรับผิดชอบเรื่องอาหาร
05:27
one setting the table, and one greeting visitors at the door.
กลุ่มหนึ่งจัดโต๊ะ และอีกพวกคอยต้อนรับแขกหน้าบ้าน
05:30
Sutherland said it was the best Thanksgiving ever.
ซัสเตอแลนด์เล่าว่า มันเป็นวันขอบคุณพระเจ้าที่ดีที่สุด
05:33
So let's take one problem that families face,
เอาละ ลองมาดูปัญหาหนึ่งที่หลายครอบครัวมักเจอ
05:37
crazy mornings, and talk about how agile can help.
คือความโกลาหลในยามเช้า และดูซิว่าอไจล์จะช่วยได้อย่างไร
05:39
A key plank is accountability,
พื้นฐานสำคัญคือความรับผิดชอบ
05:42
so teams use information radiators,
แต่ละทีมต่างก็ใช้บอร์ดแสดงข้อมูล
05:44
these large boards in which everybody is accountable.
บอร์ดใหญ่เหล่านี้แสดงความรับผิดชอบของแต่ละคน
05:46
So the Starrs, in adapting this to their home,
ครอบครัวสตารร์ ก็นำเอาแนวคิดนี้มาใช้ในบ้าน
05:50
created a morning checklist
โดยการสร้างรายการที่ต้องทำยามเช้า
05:52
in which each child is expected to tick off chores.
โดยที่เด็กๆ แต่ละคนถูกคาดหมายให้ทำงานบ้านแต่ละอย่าง
05:54
So on the morning I visited, Eleanor came downstairs,
เช้าวันที่ผมไปแวะไปเยี่ยม เอเลนอร์ลงบันไดมา
05:57
poured herself a cup of coffee, sat in a reclining chair,
รินกาแฟให้ตัวเองแก้วหนึ่ง แล้วนั่งบนเก้าอี้โยก
06:00
and she sat there,
ระหว่างที่นั่งอยู่นั่น
06:02
kind of amiably talking to each of her children
เธอก็คุยกับเด็กๆ แต่ละคน
06:04
as one after the other they came downstairs,
ตอนที่เด็กๆ พากันลงบันไดมาทีละคน
06:07
checked the list, made themselves breakfast,
เช็คที่รายการ ทำอาหารเช้าของตัวเอง
06:09
checked the list again, put the dishes in the dishwasher,
ติ๊กรายการอีกที เอาจานไปใส่เครื่องล้างจาน
06:11
rechecked the list, fed the pets or whatever chores they had,
ติ๊กรายการ ให้อาหารสัตว์เลี้ยง หรือทำกิจวัตรอื่นๆ ที่ต้องทำ
06:14
checked the list once more, gathered their belongings,
ติ๊กรายการอีกที เก็บข้าวของเตรียมตัว
06:17
and made their way to the bus.
แล้วก็ออกไปขึ้นรถโรงเรียนที่มารับ
06:19
It was one of the most astonishing family dynamics I have ever seen.
มันเป็นฉากครอบครัวยามเช้าที่น่าอัศจรรย์ที่สุดที่ผมเคยเห็นมา
06:22
And when I strenuously objected this would never work in our house,
และเมื่อผมโต้แย้งว่า แบบนี้คงไม่เวิร์คที่บ้านผมแน่
06:26
our kids needed way too much monitoring,
ลูกๆ ของพวกเราต้องคอยกำกับดูแลมากกว่านี้มาก
06:29
Eleanor looked at me.
เอเลนอร์มองมาที่ผม
06:32
"That's what I thought," she said.
เธอว่า "นั่นเป็นสิ่งที่ฉันเคยคิดเหมือนกัน"
06:33
"I told David, 'keep your work out of my kitchen.'
"ฉันบอกเดวิดว่า 'อย่าเอางานของเธอมาในครัวฉัน'
06:34
But I was wrong."
แต่ฉันเป็นฝ่ายผิด"
06:36
So I turned to David: "So why does it work?"
ผมเลยหันไปหาเดวิด "ทำไมมันถึงได้ผล?"
06:38
He said, "You can't underestimate the power of doing this."
เขาบอกว่า "อย่าได้ดูถูกพลังของการทำแบบนี้"
06:40
And he made a checkmark.
แล้วเขาก็เขียนเครื่องหมายถูก
06:43
He said, "In the workplace, adults love it.
เขาบอกว่า "ในที่ทำงาน ผู้ใหญ่ต่างก็ชอบติ๊กถูก"
06:44
With kids, it's heaven."
กับเด็กๆ มันเป็นสวรรค์เลยละ
06:47
The week we introduced a morning checklist into our house,
สัปดาห์ที่เราเอารายการเช็คลิสต์ตอนเช้ามาใช้ที่บ้าน
06:49
it cut parental screaming in half. (Laughter)
มันลดการกรีดร้องของผู้ใหญ่ลงไปได้ตั้งครึ่งนึง
(เสียงหัวเราะ)
06:52
But the real change didn't come until we had these family meetings.
แต่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ยังไม่เกิดขึ้น
จนเมื่อเรามีการประชุมครอบครัว
06:56
So following the agile model, we ask three questions:
โดยการใช้โมเดลอไจล์ เราถามสามคำถาม
06:59
What worked well in our family this week,
อะไรเป็นไปได้ดีในครอบครัวเราสัปดาห์นี้
07:02
what didn't work well, and what will we agree to work on in the week ahead?
อะไรที่ไปได้ไม่ค่อยสวยนัก และอะไรที่เราตกลงกัน
ว่าจะปรับปรุงในสัปดาห์หน้า
07:04
Everyone throws out suggestions
ทุกคนต่างก็ออกคำแนะนำ
07:09
and then we pick two to focus on.
แล้วเราก็เลือกมาสองข้อเพื่อเน้นความสำคัญ
07:10
And suddenly the most amazing things started coming out of our daughters' mouths.
และทันใดนั้น สิ่งวิเศษหลายอย่างก็เริ่มพรั่งพรู
ออกจากปากลูกสาวเรา
07:13
What worked well this week?
อะไรที่เป็นไปได้ดีสัปดาห์นี้?
07:17
Getting over our fear of riding bikes. Making our beds.
เอาชนะความกลัวขี่จักรยาน จัดเตียงของตัวเอง
07:19
What didn't work well? Our math sheets,
อะไรไม่ค่อยดีนัก? การบ้านเลขของพวกเรา
07:22
or greeting visitors at the door.
หรือการต้อนรับแขกหน้าบ้าน
07:25
Like a lot of parents, our kids are something like Bermuda Triangles.
คงไม่ต่างจากพ่อแม่ทั้งหลาย ลูกๆ ของพวกเรา
ก็เหมือนสามเหลี่ยมเบอร์มิวดา
07:28
Like, thoughts and ideas go in, but none ever comes out,
คือ ความคิดและไอเดียต่างๆ ไหลเข้าไป
แต่ไม่เคยออกมาได้เลย
07:31
I mean at least not that are revealing.
ผมหมายถึงอย่างน้อยก็ไม่ค่อยเปิดเผยเท่าไหร่
07:34
This gave us access suddenly to their innermost thoughts.
วิธีนี้ช่วยให้เราเข้าถึงความคิดของเด็กๆ ได้อย่างรวดเร็ว
07:35
But the most surprising part was when we turned to,
แต่ช่วงที่น่าประหลาดใจที่สุดคือตอนที่เราถามว่า
07:39
what are we going to work on in the week ahead?
เราจะทำอะไรในสัปดาห์ที่จะถึงนี้
07:41
You know, the key idea of agile is that
แนวคิดหลักของอไจล์ก็คือว่า
07:44
teams essentially manage themselves,
แต่ละทีมต่างก็บริหารจัดการตัวเอง
07:46
and it works in software and it turns out that it works with kids.
มันได้ผลในการทำซอฟต์แวร์ และปรากฎว่า
มันก็ได้ผลกับพวกเด็กๆ ด้วยเช่นกัน
07:47
Our kids love this process.
ลูกๆ ของพวกเราชอบกระบวนการนี้
07:51
So they would come up with all these ideas.
พวกเขาต่างออกไอเดียต่างๆ มากมาย
07:53
You know, greet five visitors at the door this week,
อย่างเช่น เปิดประตูต้อนรับแขกห้ารายสัปดาห์นี้
07:55
get an extra 10 minutes of reading before bed.
อ่านหนังสือเพิ่มอีกสิบนาทีก่อนนอน
07:57
Kick someone, lose desserts for a month.
เตะใครบางคน งดของหวานทั้งเดือน
07:59
It turns out, by the way, our girls are little Stalins.
กลายเป็นว่า ลูกๆ ของเราเฉียบขาดอย่างกับสตาลิน
08:02
We constantly have to kind of dial them back.
เราต้องคอยดึงให้เพลาๆ ลงหน่อยอยู่เสมอ
08:04
Now look, naturally there's a gap between
ทีนะ เป็นเรื่องปกติที่มักจะมีความแตกต่าง
08:07
their kind of conduct in these meetings and their behavior the rest of the week,
ระหว่างการแสดงออกในการประชุม
กับพฤติกรรมที่เด็กๆ ทำตลอดทั้งสัปดาห์
08:09
but the truth is it didn't really bother us.
แต่เรื่องนั้นไม่ได้ทำให้เรากังวลใจเลย
08:13
It felt like we were kind of laying these underground cables
มันให้ความรู้สึกเหมือนกับว่า เรากำลังวางรากฐานที่สำคัญ
08:15
that wouldn't light up their world for many years to come.
ที่จะยังไม่ได้แสดงออกจนกระทั่งในอีกหลายปีต่อมา
08:17
Three years later -- our girls are almost eight now --
เวลาผ่านไปสามปี ตอนนี้ลูกของเราเกือบแปดขวบแล้ว
08:20
We're still holding these meetings.
เรายังจัดประชุมแบบนี้อยู่
08:23
My wife counts them among her most treasured moments as a mom.
ภรรยาผมถือว่าการประชุมเหล่านี้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุด
ในฐานะแม่
08:25
So what did we learn?
แล้วเราได้เรียนรู้อะไรบ้าง?
08:30
The word "agile" entered the lexicon in 2001
คำว่า "อไจล์" บรรจุเข้าพจนานุกรมในปี 2001
08:32
when Jeff Sutherland and a group of designers
เมื่อเจฟฟ์ ซัสเตอแลนด์และนักออกแบบกลุ่มหนึ่ง
08:35
met in Utah and wrote a 12-point Agile Manifesto.
พบกันในรัฐยูท่าห์ และเขียนแถลงการอไจล์ 12 ข้อ
08:37
I think the time is right for an Agile Family Manifesto.
ผมคิดว่า ตอนนี้เป็นเวลาที่เหมาะ
ที่จะเขียนแถลงการครอบครัวอไจล์
08:41
I've taken some ideas from the Starrs and from many other families I met.
ผมรับเอาไอเดียบางอย่างจากสตารร์และครอบครัวอื่นๆ ที่ได้พบ
08:45
I'm proposing three planks.
ผมขอเสนอแถลงการ 3 ข้อ
08:48
Plank number one: Adapt all the time.
ข้อที่หนึ่ง ปรับเปลี่ยนอยู่ตลอดเวลา
08:51
When I became a parent, I figured, you know what?
เมื่อผมกลายเป็นพ่อแม่ ผมได้พบว่า
08:54
We'll set a few rules and we'll stick to them.
เราจะกำหนดกฎเกณฑ์บางอย่างขึ้นมา แล้วก็ยึดอยู่กับมัน
08:56
That assumes, as parents, we can anticipate every problem that's going to arise.
ซึ่งนั่นสมมติเอาว่า ในฐานะพ่อแม่ เราสามารถ
คาดการณ์ปัญหาทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นได้
08:59
We can't. What's great about the agile system
แต่เราคาดการณ์ไม่ได้หรอก ข้อดีอย่างยิ่งสำหรับระบบอไจล์คือ
09:03
is you build in a system of change
คุณจะสร้างระบบที่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
09:06
so that you can react to what's happening to you in real time.
ดังนั้นคุณจึงสามารถตอบสนองต่อสถานการณ์ต่างๆ ตอนที่เกิดขึ้นได้
09:08
It's like they say in the Internet world:
เหมือนกับที่ว่ากันไว้ในโลกอินเตอร์เน็ต
09:11
if you're doing the same thing today you were doing six months ago,
ถ้าคุณทำอะไรบางอย่างวันนี้เหมือนที่เคยทำมาเมื่อหกเดือนที่แล้ว
09:13
you're doing the wrong thing.
คุณกำลังทำอะไรบางอย่างผิดๆ อยู่
09:15
Parents can learn a lot from that.
พ่อแม่ทั้งหลายสามารถเรียนรู้จากสิ่งนี้ได้
09:17
But to me, "adapt all the time" means something deeper, too.
แต่สำหรับผมแล้ว "ปรับเปลี่ยนตลอดเวลา"
มีความหมายมากไปกว่านั้น
09:20
We have to break parents out of this straitjacket
เราต้องปลดปล่อยเหล่าพ่อแม่ออกจากความเชื่อบ้าๆ ที่ว่า
09:23
that the only ideas we can try at home
ไอเดียต่างๆ ที่เราสามารถลองทำได้ที่บ้านนั้น
09:26
are ones that come from shrinks or self-help gurus
จะต้องมีที่มาจากจิตแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญการพัฒนาตัวเอง
09:28
or other family experts.
หรือไม่ก็ผู้เชี่ยวชาญด้านครอบครัวเท่านั้น
09:31
The truth is, their ideas are stale,
ความจริงก็คือ แนวคิดเหล่านั้นล้าสมัยไปเสียแล้ว
09:34
whereas in all these other worlds there are these new ideas
ในแวดวงสังคมอื่นๆ มีความคิดใหม่ๆ ผุดขึ้นมากมาย
09:36
to make groups and teams work effectively.
ที่จะทำให้กลุ่มคนและทีมงานทำงานมีประสิทธิภาพ
09:38
Let's just take a few examples.
ลองดูตัวอย่างเหล่านี้ดู
09:42
Let's take the biggest issue of all: family dinner.
ลองดูปัญหาที่ใหญ่ที่สุดดู มื้อค่ำของครอบครัว
09:43
Everybody knows that having family dinner
ใครๆ ต่างก็รู้ว่า การทานอาหารค่ำร่วมกันในครอบครัว
09:46
with your children is good for the kids.
พร้อมกับเด็กๆ เป็นเรื่องที่ดีสำหรับเด็ก
09:48
But for so many of us, it doesn't work in our lives.
แต่สำหรับพวกเราหลายคน มันไม่ค่อยได้ผลเท่าไหร่
09:50
I met a celebrity chef in New Orleans who said,
ผมเคยพบกับเชฟชื่อดังในนิวออร์ลีนส์ ผู้ซึ่งบอกว่า
09:53
"No problem, I'll just time-shift family dinner.
"ไม่มีปัญหา ผมแค่เปลี่ยนเวลาทานอาหารร่วมกันของครอบครัว
09:56
I'm not home, can't make family dinner?
ผมไม่อยู่บ้าน ไม่สามารถกลับมากินข้าวเย็นพร้อมหน้ากันได้หรือ?
09:58
We'll have family breakfast. We'll meet for a bedtime snack.
เราก็กินข้าวเช้าพร้อมกันทั้งครอบครัว
หรือไม่ก็นั่งกินของว่างยามดึกก่อนนอนด้วยกัน
10:00
We'll make Sunday meals more important."
เราแค่ทำให้มื้ออาหารวันอาทิตย์มีความสำคัญมากยิ่งขึ้น"
10:03
And the truth is, recent research backs him up.
และความจริงก็คือ มีผลการวิจัยเร็วๆ นี้สนับสนุนเขา
10:06
It turns out there's only 10 minutes of productive time
กลายเป็นว่า ตลอดช่วงการทานอาหารร่วมกันในครอบครัว
10:10
in any family meal.
มีช่วงเวลาเพียงแค่ 10 นาทีเท่านั้นที่มีความหมาย
10:12
The rest of it's taken up with "take your elbows off the table" and "pass the ketchup."
ส่วนเวลาที่เหลือหมดไปกับเรื่องอย่างเช่น
"เอาศอกลงจากโต๊ะ" หรือ "ส่งซอสมาหน่อย"
10:14
You can take that 10 minutes and move it
คุณสามารถเอาเวลา 10 นาทีนั้น แล้วย้ายมันไป
10:18
to any part of the day and have the same benefit.
ยังส่วนใดก็ได้ของวัน แล้วยังคงได้รับประโยชน์เหมือนเดิม
10:20
So time-shift family dinner. That's adaptability.
แค่ย้ายเวลาทานข้าวร่วมกันของครอบครัว นั่นคือการปรับเปลี่ยน
10:24
An environmental psychologist told me,
นักจิตวิทยาสิ่งแวดล้อมคนหนึ่ง บอกผมว่า
10:26
"If you're sitting in a hard chair on a rigid surface,
"ถ้าคุณนั่งอยู่บนเก้าอี้หลังตรง บนพื้นแข็ง
10:29
you'll be more rigid.
คุณจะเข้มงวดมากกว่า
10:32
If you're sitting on a cushioned chair, you'll be more open."
การที่คุณนั่งอยู่บนเก้าอี้ที่มีนวม คุณจะเปิดกว้างมากกว่า"
10:33
She told me, "When you're discipling your children,
เธอบอกผมว่า "ถ้าคุณกำลังอบรมวินัยให้กับลูกๆ
10:37
sit in an upright chair with a cushioned surface.
ให้นั่งบนเก้าอี้หลังตรงที่มีเบาะรอง
10:39
The conversation will go better."
จะทำให้การสนทนาราบรื่นกว่า"
10:41
My wife and I actually moved where we sit for difficult conversations
ผมและภรรยาย้ายที่นั่งกัน เมื่อเราต้องพูดคุยเรื่องที่ลำบากใจ
10:44
because I was sitting above in the power position.
เพราะว่า ผมนั่งอยู่ในตำแหน่งที่มีอำนาจ
10:48
So move where you sit. That's adaptability.
ดังนั้นย้ายตำแหน่งในการนั่ง นั่นก็เป็นการปรับเปลี่ยนเช่นกัน
10:50
The point is there are all these new ideas out there.
ประเด็นก็คือ แนวคิดใหม่ๆ เหล่านี้เริ่มแพร่หลายมากขึ้น
10:53
We've got to hook them up with parents.
เราจำเป็นต้องให้เหล่าพ่อแม่นำมาใช้บ้าง
10:57
So plank number one: Adapt all the time.
ดังนั้นข้อแรก ปรับเปลี่ยนตลอดเวลา
10:59
Be flexible, be open-minded, let the best ideas win.
หยืดหยุ่น เปิดกว้าง แล้วปล่อยให้ความคิดดีๆ
เข้ามามีบทบาท
11:02
Plank number two: Empower your children.
ประเด็นที่สอง มอบอำนาจให้เด็กๆ ของคุณ
11:06
Our instinct as parents is to order our kids around.
สัญชาตญาณพ่อแม่บอกว่า เราต้องสั่งเด็กๆ เท่านั้น
11:10
It's easier, and frankly, we're usually right.
มันง่ายกว่า และเอาจริงๆ นะ เราถูกอยู่เสมอแหละ
11:13
There's a reason that few systems have been more
มันมีเหตุผลอยู่นะ ที่มีเพียงไม่กี่ระบบเท่านั้นที่มีลักษณะ
11:16
waterfall over time than the family.
เป็นน้ำตกมากไปกว่า สถาบันครอบครัว
11:18
But the single biggest lesson we learned
แต่บทเรียนสำคัญที่สุดที่เราได้เรียนรู้ก็คือ
11:21
is to reverse the waterfall as much as possible.
ให้พยายามกลับทิศทางของน้ำตกให้มากที่สุด
11:23
Enlist the children in their own upbringing.
ให้เด็กๆ มีส่วนร่วมในการอบรมสั่งสอนพวกเขาเอง
11:26
Just yesterday, we were having our family meeting,
เมื่อวานนี้เอง เรากำลังมีการประชุมครอบครัวอยู่
11:29
and we had voted to work on overreacting.
และเราโหวตกันว่า เราจะแก้ปัญหา
การแสดงออกที่ "เยอะ" เกินไป
11:31
So we said, "Okay, give us a reward and give us a punishment. Okay?"
เราบอกว่า "เอาละ มากำหนดรางวัล
และบทลงโทษกันดีกว่า โอเคมั้ย"
11:34
So one of my daughters threw out, you get five minutes of overreacting time all week.
ลูกสาวเราคนหนึ่งเสนอว่า ให้แต่ละคน
มีเวลาวีนแตกไม่เกินห้านาทีต่อสัปดาห์
11:37
So we kind of liked that.
เราชอบไอเดียนั้น
11:42
But then her sister started working the system.
แล้วลูกสาวอีกคนก็เริ่มลองคิดให้ละเอียดขึ้น
11:44
She said, "Do I get one five-minute overreaction
เธอถามว่า "หนูจะได้วีนแตกหนึ่งครั้ง นานห้านาที
11:45
or can I get 10 30-second overreactions?"
หรือจะเป็นวีนแตกได้สิบครั้ง ครั้งละ 30 วินาที?"
11:49
I loved that. Spend the time however you want.
ผมชอบมาก ใช้เวลายังไงก็ได้ตามที่เธอต้องการ
11:52
Now give us a punishment. Okay.
เอาละ เราจะลงโทษกันยังไงดี
11:54
If we get 15 minutes of overreaction time, that's the limit.
ถ้าเรากำหนดให้ลิมิตอยู่ที่ 15 นาทีของการออกอาการวีนแตก
11:57
Every minute above that, we have to do one pushup.
ทุกนาทีที่วีนเกิน เราต้องวิดพื้นหนึ่งที
12:01
So you see, this is working. Now look, this system isn't lax.
คุณจะเห็นได้ว่า มันได้ผล ระบบแบบนี้ไม่ได้หย่อนยานนะครับ
12:05
There's plenty of parental authority going on.
ผู้ปกครองยังคงมีอำนาจในการชี้นำอยู่
12:08
But we're giving them practice becoming independent,
แต่เราให้โอกาสเด็กๆ ได้ฝึกการดูแลตัวเองเป็นอิสระ
12:11
which of course is our ultimate goal.
ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเป้าหมายสูงสุดของพวกเรา
12:14
Just as I was leaving to come here tonight,
ก่อนที่ผมจะออกมาพูดที่นี่ค่ำนี้เอง
12:16
one of my daughters started screaming.
ลูกสาวของเราคนหนึ่งเริ่มส่งเสียงกรีดร้อง
12:19
The other one said, "Overreaction! Overreaction!"
อีกคนหนึ่งก็พูดเลยว่า "วีนแตกแล้ว! วีนแตกแล้ว!"
12:20
and started counting, and within 10 seconds it had ended.
แล้วเริ่มต้นนับ ภายในแค่ 10 วินาที มันก็หยุดลง
12:23
To me that is a certified agile miracle.
สำหรับผมแล้ว นี่คือมหัศจรรย์ของอไจย์ที่ผ่านการรับรองแล้ว
12:26
(Laughter) (Applause)
(หัวเราะ) (ปรบมือ)
12:29
And by the way, research backs this up too.
แล้วก็นะ มีผลวิจัยรองรับด้วย
12:32
Children who plan their own goals, set weekly schedules,
เด็กๆ ที่่มีการวางแผนเป้าหมายของตัวเอง
กำหนดตารางสัปดาห์เอง
12:36
evaluate their own work build up their frontal cortex
ประเมินผลงานของตัวเอง จะมีการพัฒนาสมองส่วนหน้ามากกว่า
12:40
and take more control over their lives.
และสามารถควบคุมชีวิตของตัวเองได้ดีกว่า
12:44
The point is, we have to let our children succeed on their own terms,
ประเด็นก็คือ เราต้องปล่อยให้เด็กๆ ของเรา
ประสบความสำเร็จในแบบของเขาเอง
12:48
and yes, on occasion, fail on their own terms.
และใช่ครับ ในบางครั้ง ก็ปล่อยให้ล้มเหลวเองด้วยเช่นกัน
12:51
I was talking to Warren Buffett's banker,
ผมเคยพูดคุยกับนักธนาคารของวอร์เรน บัฟเฟ็ตต์
12:54
and he was chiding me for not letting my children
เขาต่อว่าผม เรื่องที่ไม่ยอมให้ลูกๆ
12:56
make mistakes with their allowance.
ได้ทำอะไรผิดพลาดเสียบ้างกับการใช้จ่ายเงินค่าขนม
12:58
And I said, "But what if they drive into a ditch?"
ผมก็บอกว่า "แล้วถ้าพวกเขาทำพลาดแบบดิ่งเหวไปเลยละ?"
13:01
He said, "It's much better to drive into a ditch
เขาว่า "มันดีกว่านะ ที่จะปล่อยให้เขาพลาดกับ
13:03
with a $6 allowance than a $60,000-a-year salary
เงินเบี้ยเลี้ยง 6 เหรียญ ดีกว่าผิดพลาด
กับเงินเดือนปีละ 60,000 เหรียญ
13:05
or a $6 million inheritance."
หรือกับมรดกมูลค่า หกล้าน เหรียญ"
13:08
So the bottom line is, empower your children.
ดังนั้น ประเด็นสำคัญคือ การให้อำนาจเด็กๆ ของพวกคุณ
13:11
Plank number three: Tell your story.
ข้อที่สาม เล่าเรื่องราวของคุณ
13:14
Adaptability is fine, but we also need bedrock.
ความหยืดหยุ่นปรับตัวได้เป็นเรื่องดี
แต่เราก็จำเป็นต้องมีรากฐานที่ดีด้วย
13:18
Jim Collins, the author of "Good To Great,"
จิม คอลลินส์ ผู้แต่งหนังสือ "Good To Great"
13:22
told me that successful human organizations of any kind
บอกผมว่า องค์กรของมนุษย์ ไม่ว่าแบบใดก็ตาม ที่ประสบความสำเร็จ
13:24
have two things in common:
มีสองสิ่งที่เหมือนกัน
13:27
they preserve the core, they stimulate progress.
คือพวกเรารักษาแก่นแท้ไว้ และพวกเขากระตุ้นให้เกิดความก้าวหน้า
13:29
So agile is great for stimulating progress,
ดังนั้นอไจล์เป็นวิธีการที่ดีที่กระตุ้นให้เกิดความก้าวหน้า
13:32
but I kept hearing time and again, you need to preserve the core.
แต่ผมมักจะได้ยินอยู่เสมอว่า เราจำเป็นต้องรักษาแก่นแท้เอาไว้
13:34
So how do you do that?
แล้วคุณจะทำอย่างนั้นได้อย่างไรละ
13:37
Collins coached us on doing something
คอลลินส์แนะนำให้พวกเราทำบางอย่างเหมือนกับ
13:39
that businesses do, which is define your mission
ที่องค์กรธุรกิจทำ นั่นคือการกำหนดพันธกิจ
13:42
and identify your core values.
และนิยามแก่นคุณค่าขององค์กร
13:44
So he led us through the process of creating a family mission statement.
เขาสอนเราถึงกระบวนการสร้างพันธกิจของครอบครัว
13:47
We did the family equivalent of a corporate retreat.
เราสร้างกระบวนการคล้ายการออกไปสัมนาของบริษัท
13:50
We had a pajama party.
แต่ในครอบครัว เรามีปาร์ตี้ชุดนอนกัน
13:53
I made popcorn. Actually, I burned one, so I made two.
ผมทำข้าวโพดคั่ว ความจริงแล้ว
ทำไหม้ไปอันหนึ่ง เลยทำสองอัน
13:55
My wife bought a flip chart.
ภรรยาผมเอากระดานฟลิปชาร์ทออกมาวาง
13:58
And we had this great conversation, like, what's important to us?
แล้วเราก็นั่งสนทนากัน ในเรื่องอย่างเช่น
อะไรเป็นสิ่งสำคัญสำหรับเรา?
13:59
What values do we most uphold?
ค่านิยมอะไร ที่เรายึดถือมากที่สุด?
14:02
And we ended up with 10 statements.
ท้ายที่สุด เราสร้างคำแถลงการณ์ 10 ข้อ
14:04
We are travelers, not tourists.
เราเป็นนักเดินทาง ไม่ใช่นักท่องเที่ยว
14:06
We don't like dilemmas. We like solutions.
เราไม่ชอบภาวะยุ่งยากใจ เราชอบทางแก้ปัญหา
14:08
Again, research shows that parents should spend less time
อีกครั้งที่มีผลวิจัย แสดงว่าพ่อแม่ควรใช้เวลาให้น้อยลง
14:11
worrying about what they do wrong
ในการมัวกังวลว่าทำอะไรผิดไปบ้าง
14:15
and more time focusing on what they do right,
และใช้เวลามากขึ้น ในการเน้นว่า ทำอะไรถูกต้องบ้าง
14:17
worry less about the bad times and build up the good times.
วิตกกังวลเกี่ยวกับช่วงเวลาแย่ๆ ให้น้อยลง
และสร้างช่วงเวลาดีๆ ให้มากขึ้น
14:20
This family mission statement is a great way to identify
คำแถลงพันธกิจครอบครัวนี้เป็นวิธีที่ดีเยี่ยมในการ
14:24
what it is that you do right.
ระบุว่า อะไรบ้างที่เราทำได้ถูกต้อง
14:27
A few weeks later, we got a call from the school.
ไม่กี่สัปดาห์ต่อมา เราได้รับโทรศัพท์จากโรงเรียน
14:30
One of our daughters had gotten into a spat.
ลูกสาวเราคนหนึ่ง มีเรื่องทะเลาะวิวาทในโรงเรียน
14:32
And suddenly we were worried, like, do we have a mean girl on our hands?
ทันใดนั้นเราก็เริ่มกังวล หรือว่าลูกเรา
จะกลายเป็นเด็กเกเรขึ้นมาแล้ว?
14:34
And we didn't really know what to do,
และเราก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี
14:36
so we called her into my office.
เราเลยเรียกลูกสาวเข้าไปผมในห้องทำงานผม
14:37
The family mission statement was on the wall,
คำแถลงพันธกิจครอบครัวติดอยู่บนผนัง
14:39
and my wife said, "So, anything up there seem to apply?"
ภรรยาผมพูดว่า "มีอะไรบ้างบนนี้ที่ดูเหมือนจะใช้ได้"
14:41
And she kind of looked down the list, and she said,
เธอมองดูรายการ แล้วก็บอกว่า
14:44
"Bring people together?"
"ให้ทุกคนมีส่วนร่วม?"
14:46
Suddenly we had a way into the conversation.
ทันใดนั้น เราก็มีหนทางที่จะเริ่มการสนทนาได้
14:48
Another great way to tell your story
วิธียอดเยี่ยมอีกอย่างหนึ่งในการเล่าเรื่อง
14:52
is to tell your children where they came from.
คือการบอกเด็กๆ ว่า พวกเขามาจากที่ไหนบ้าง
14:53
Researchers at Emory gave children a simple
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยอีมอรี่ ให้เด็กๆ
14:56
"what do you know" test.
ทำการทดสอบง่ายๆ ชื่อ "เธอรู้ไหม"
14:59
Do you know where your grandparents were born?
รู้หรือไม่ว่าปู่ย่าตายายเกิดที่ไหน?
15:01
Do you know where your parents went to high school?
รู้หรือไม่ว่าพ่อแม่เรียนมัธยมที่ไหน?
15:03
Do you know anybody in your family
เธอรู้จักใครในครอบครัวบ้างไหม
15:06
who had a difficult situation, an illness, and they overcame it?
ที่ตกอยู่ในสภาพแย่ เช่นป่วยหนัก
แล้วก็สามารถเอาชนะมันมาได้?
15:07
The children who scored highest on this "do you know" scale
เด็กๆ ที่ได้คะแนนสูงที่สุดในแบบทดสอบ "เธอรู้ไหม" นี้
15:11
had the highest self-esteem and a greater sense they could control their lives.
เป็นเด็กที่มีความภูมิใจในตัวเองสูง และตระหนักว่า
พวกเขาสามารถควบคุมชีวิตตัวเองได้
15:15
The "do you know" test was the single biggest predictor
แบบทดสอบ "เธอรู้ไหม" กลายเป็นตัวชี้วัดสำคัญที่สุด
15:20
of emotional health and happiness.
ของสุขภาพจิตและความสุขของเด็กๆ
15:23
As the author of the study told me,
ผู้เขียนแบบทดสอบบอกผมว่า
15:26
children who have a sense of -- they're part of a larger narrative
เด็กๆ ที่รู้สึกว่า พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งของเรื่องเล่าอันยาวนาน
15:28
have greater self-confidence.
จะมีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงกว่าเด็กอื่น
15:32
So my final plank is, tell your story.
ดังนั้นประเด็นสุดท้ายของผมก็คือ เล่าเรื่องของคุณ
15:34
Spend time retelling the story of your family's positive moments
ใช้เวลาเล่าซ้ำแล้วซ้ำอีก
เกี่ยวกับช่วงเวลาดีๆ ของครอบครัว
15:37
and how you overcame the negative ones.
และวิธีการที่จะผ่านพ้นปัญหาและอุปสรรคในช่วงเวลาแย่ๆ
15:41
If you give children this happy narrative,
ถ้าคุณเล่าเรื่องที่มีความสุขให้เด็กๆ ฟัง
15:44
you give them the tools to make themselves happier.
คุณกำลังให้เครื่องมือที่จะทำให้พวกเขา
มีความสุขมากยิ่งขึ้น
15:47
I was a teenager when I first read "Anna Karenina"
ผมอ่านนิยายเรื่อง "คาเรนิน่า" ครั้งแรก
เมื่อครั้งยังเป็นวัยรุ่น
15:52
and its famous opening sentence,
และประโยคเปิดที่มีชื่อเสียงก็คือ
15:55
"All happy families are alike.
"ครอบครัวแสนสุขทั้งหลายต่างคล้ายคลึงกัน
15:57
Each unhappy family is unhappy in its own way."
แต่ละครอบครัวทุกข์ยาก ล้วนลำเค็ญในแบบของตัวเอง"
15:59
When I first read that, I thought, "That sentence is inane.
ผมอ่านครั้งแรก ผมก็คิดว่า "ประโยคนี้ช่างโง่จริงๆ"
16:03
Of course all happy families aren't alike."
แน่นอนอยู่แล้วว่า ครอบครัวทั้งหลาย
ที่มีความสุข แตกต่างกัน"
16:06
But as I began working on this project,
แต่เมื่อผมเริ่มต้นทำงานในโครงการนี้
16:09
I began changing my mind.
ผมเริ่มเปลี่ยนความคิดไป
16:11
Recent scholarship has allowed us, for the first time,
ผลงานวิชาการเร็วๆ นี้ ช่วยให้เราสามารถ
16:14
to identify the building blocks
เข้าใจถึงปัจจัยพื้นฐาน
16:17
that successful families have.
ที่ครอบครัวต่างๆ ที่ประสบความสำเร็จมีร่วมกัน
16:19
I've mentioned just three here today:
ผมแค่พูดถึงปัจจัยเหล่านั้นแค่สามประเด็นเท่านั้นในวันนี้
16:22
Adapt all the time, empower the children, tell your story.
ปรับเปลี่ยนตลอดเวลา ให้อำนาจแก่เด็กๆ
และเล่าเรื่องราวของคุณ
16:25
Is it possible, all these years later, to say Tolstoy was right?
เป็นไปได้ไหมว่า ในช่วงเวลาที่ผ่านมา
ทอลสตอยเป็นฝ่ายถูกมาตลอด?
16:30
The answer, I believe, is yes.
ผมเชื่อว่า คำตอบคือ ใช่
16:34
When Leo Tolstoy was five years old,
เมื่อลีโอ ทอลสตอยมีอายุห้าขวบ
16:37
his brother Nikolay came to him
พี่ชายของเขา นิโคเลย์ มาหา
16:40
and said he had engraved the secret to universal happiness
แล้วก็บอกว่า เขาได้สลักความลับ
ของความสุขครอบจักรวาล
16:42
on a little green stick, which he had hidden
ลงในแท่งไม้สีเขียวเล็ก ซึ่งเขาเอาไปซ่อนไว้
16:45
in a ravine on the family's estate in Russia.
ในหุบเขาแห่งหนึ่งที่เป็นที่ของครอบครัวในรัสเซีย
16:48
If the stick were ever found, all humankind would be happy.
ถ้าแท่งไม้นี้ถูกค้นพบ มนุษยชาติทั้งหมดจะมีความสุข
16:51
Tolstoy became consumed with that stick, but he never found it.
ทอลสตอยหมกหมุ่นอยู่กับไม้แท่งนี้ แต่เขาก็ไม่เคยหามันพบ
16:55
In fact, he asked to be buried in that ravine where he thought it was hidden.
เขาถึงกับขอให้ฝังร่างของเขาไว้ในหุบเขา
ที่เขาเชื่อว่าแท่งไม้นี้ถูกซ่อนอยู่
17:01
He still lies there today, covered in a layer of green grass.
ร่างของเขายังอยู่ที่นั่นทุกวันนี้ ปกคลุมด้วยหญ้าเขียว
17:05
That story perfectly captures for me
เรื่องนั้นเป็นเรื่องที่เหมาะมากสำหรับผม
17:10
the final lesson that I learned:
บทเรียนสุดท้ายที่ผมได้เรียนรู้
17:12
Happiness is not something we find,
ความสุขไม่ใช่เป็นอะไรที่เราค้นหา
17:14
it's something we make.
มันเป็นสิ่งที่เราต้องสร้างขึ้น
17:17
Almost anybody who's looked at well-run organizations
แทบทุกคนที่พิจารณาดูองค์กรที่ทำงานได้ดี
17:20
has come to pretty much the same conclusion.
ต่างก็ได้ข้อสรุปคล้ายๆ กัน
17:23
Greatness is not a matter of circumstance.
ความยิ่งใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นมาเพราะโชคช่วย
17:26
It's a matter of choice.
แต่มันเป็นเรื่องของการเลือก
17:29
You don't need some grand plan. You don't need a waterfall.
คุณไม่จำเป็นต้องมีแผนการที่ยิ่งใหญ่
คุณไม่ต้องมีสายบังคับบัญชา
17:31
You just need to take small steps,
คุณเพียงแค่ต้องก้าวไปทีละก้าวเล็กๆ
17:35
accumulate small wins,
เก็บสะสมชัยชนะเล็กๆ ไปเรื่อยๆ
17:37
keep reaching for that green stick.
คอยมองหาแท่งไม้สีเขียวแท่งนั้นไว้
17:39
In the end, this may be the greatest lesson of all.
ท้ายที่สุดแล้ว นี่อาจจะเป็นบทเรียนสำคัญที่สุดก็ได้
17:42
What's the secret to a happy family? Try.
อะไรคือความลับสู่ครอบครัวที่มีความสุขน่ะหรือ?
ความพยายามไง
17:46
(Applause)
(เสียงปรบมือ)
17:50
Translated by PanaEk Warawit
Reviewed by Kelwalin Dhanasarnsombut

▲Back to top

About the Speaker:

Bruce Feiler - Writer
Bruce Feiler is the author of "The Secrets of Happy Families," and the writer/presenter of the PBS miniseries "Walking the Bible."

Why you should listen

Bruce Feiler is the author of nine books, including Walking the BibleAbraham, and America’s Prophet. He is also the writer/presenter of the PBS miniseries Walking the Bible. His book The Council of Dads tells the uplifting story of how friendship and community can help one survive life’s greatest challenges. Most recently Feiler published The Secrets of Happy Families, in which he calls for a new approach to family dynamics, inspired by cutting-edge techniques gathered from experts in the disciplines of science, business, sports and the military.

Feiler’s early books involve immersing himself in different cultures and bringing other worlds vividly to life. These include Learning to Bow, an account of the year he spent teaching in rural Japan; Looking for Class, about life inside Oxford and Cambridge; and Under the Big Top, which depicts the year he spent performing as a clown in the Clyde Beatty-Cole Bros. Circus.
 
Walking the Bible describes his perilous, 10,000-mile journey retracing the Five Books of Moses through the desert. The book was hailed as an “instant classic” by the Washington Post and “thoughtful, informed, and perceptive” by the New York Times.

More profile about the speaker
Bruce Feiler | Speaker | TED.com