14:26
TED2013

Andrew McAfee: What will future jobs look like?

แอนดรูว์ แมคอาฟี่ (Andrew McAfee): งานในอนาคต หน้าตาจะเป็นยังไง?

Filmed:

นักเศรษฐศาสตร์ แอนดรูว์ แมกอาฟี เสนอว่า ใช่ หุ่นยนต์อาจจะเอางานต่างๆของพวกเราไป -- หรืออย่างน้อยก็งานบางอย่างที่เรารู้จักตอนนี้ ในทอล์คที่มองการณ์ไกลนี้ เขาคิดไปถึงว่างานในอนาคตจะหน้าตาเป็นยังไง และจะให้การศึกษากับคนรุ่นใหม่ในการจัดการกับอนาคตเช่นนั้นได้อย่างไร

- Management theorist
Andrew McAfee studies how information technology affects businesses and society. Full bio

นักเขียน จอร์จ เอเลียต (George Eliot) เตือนพวกเราเอาไว้ว่า
00:12
The writer George Eliot cautioned us that,
ในท่ามกลางความผิดพลาดทุกรูปแบบ
การทำนายถือว่าเปล่าประโยชน์ที่สุด
00:15
among all forms of mistake,
00:17
prophesy is the most gratuitous.
บุคคลที่พวกเราทุกคนรับรู้กันในฐานะ
00:19
The person that we would all acknowledge
ของคู่เหมือนของเธอในศตวรรษที่ 20 ซึ่งก็คือโยกี เบอร์รา (Yogi Berra) เห็นด้วยเช่นนั้น
00:21
as her 20th-century counterpart, Yogi Berra, agreed.
เขาพูดว่า "มันยากที่จะทำนาย
00:25
He said, "It's tough to make predictions,
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับอนาคต"
00:27
especially about the future."
ผมกำลังจะละเลยคำเตือนเหล่านั้น
00:30
I'm going to ignore their cautions
แล้วทำการทำนายอะไรบางอย่างที่เฉพาะเจาะจงเอามากๆ
00:32
and make one very specific forecast.
ในโลกที่พวกเรากำลังสร้างอย่างเร็วๆนี้
00:34
In the world that we are creating very quickly,
เรากำลังจะเห็นสิ่งต่างๆ
00:36
we're going to see more and more things
ที่ดูราวกับนิยายวิทยาศาสตร์มากขึ้นเรื่อยๆ
00:38
that look like science fiction,
และก็จะสิ่งที่ดูเหมือนงานอาชีพน้อยลงเรื่อยๆ
00:40
and fewer and fewer things that look like jobs.
รถของพวกเรากำลังจะขับเคลื่อนได้เองในเร็ววันนี้
00:43
Our cars are very quickly going to start driving themselves,
ซึ่งหมายความว่าเรากำลังจะต้องการคนขับรถบรรทุกน้อยลง
00:46
which means we're going to need fewer truck drivers.
เรากำลังจะใช้ Siri เชื่อมต่อกับ Watson
00:48
We're going to hook Siri up to Watson
ในการทำงานอัตโนมัติหลายๆอย่าง
00:51
and use that to automate a lot of the work
ที่ตอนนี้กำลังดำเนินการโดยตัวแทนฝ่ายบริการลูกค้า
00:53
that's currently done by customer service reps
และผู้ระบุปัญหา (troubleshooters) และผู้วินิจฉัยปัญหา (diagnosers)
00:55
and troubleshooters and diagnosers,
และพวกเราได้นำ R2D2 ไปใช้แล้ว
00:58
and we're already taking R2D2,
ทาสีเขาด้วยสีส้ม แล้วเอาเขาไปทำงาน
01:00
painting him orange, and putting him to work
แบกชั้นต่างๆไปรอบๆโกดัง
01:04
carrying shelves around warehouses,
ซึ่งหมายความว่าเราต้องการคนน้อยลงมาก
01:06
which means we need a lot fewer people
ในการเดินขึ้นและลงทางเดินเหล่านั้น
01:08
to be walking up and down those aisles.
ตอนนี้ เป็นเวลา 200 ปีแล้ว
01:10
Now, for about 200 years,
ผู้คนได้พากันพูดอย่างเดียวกันเป๊ะกับที่ผมกำลังบอกพวกคุณ
01:14
people have been saying exactly what I'm telling you --
ยุคของการว่างงานเพราะเทคโนโลยีได้มาถึงแล้ว
01:16
the age of technological unemployment is at hand —
เริ่มด้วยการที่กลุ่ม Luddites ทำลายเครื่องทอผ้าในอังกฤษ
01:19
starting with the Luddites smashing looms in Britain
เมื่อประมาณสองศตวรรษที่แล้ว
01:22
just about two centuries ago,
และพวกเขาก็คาดผิดไป
01:23
and they have been wrong.
ระบบเศรษฐกิจของพวกเราในโลกพัฒนาแล้ว
01:25
Our economies in the developed world have coasted along
ได้ดำเนินควบคู่ไปกับบางอย่าง
01:28
on something pretty close to full employment.
ที่ใกล้เคียงกับการจ้างงานอย่างเต็มที่
01:30
Which brings up a critical question:
ซึ่งนำมาสู่คำถามสำคัญที่ว่า
ทำไมคราวนี้มันถึงแตกต่าง ถ้าหากว่ามันเป็นอย่างนั้นจริง
01:32
Why is this time different, if it really is?
เหตุผลที่มันแตกต่างก็คือว่า ในช่วงเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้
01:35
The reason it's different is that, just in the past few years,
เครื่องจักรของพวกเราได้เริ่มแสดงให้เห็นความสามารถ
01:38
our machines have started demonstrating skills
ที่พวกมันไม่เคยมีมาก่อน:
01:40
they have never, ever had before:
เข้าใจ พูด ฟัง เห็น
01:43
understanding, speaking, hearing, seeing,
ตอบ เขียน และพวกมันกำลังเรียนรู้ทักษะใหม่ๆ
01:46
answering, writing, and they're still acquiring new skills.
ยกตัวอย่างเช่น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์แบบเคลื่อนที่
01:50
For example, mobile humanoid robots
ยังอยู่ในระดับเริ่มต้นมากๆ
01:53
are still incredibly primitive,
แต่หน่วยวิจัยของกระทรวงกลาโหม
01:55
but the research arm of the Defense Department
เพิ่งประกาศการแข่งขัน
01:57
just launched a competition
ที่มีพวกมันทำสิ่งต่างๆเหล่านี้
01:58
to have them do things like this,
และถ้าสถิติการติดตามบ่งบอกอะไรได้บ้าง
02:00
and if the track record is any guide,
การแข่งขันนี้กำลังจะประสบความสำเร็จ
02:02
this competition is going to be successful.
ดังนั้น ตอนที่ผมมองไปรอบๆ ผมคิดว่าวันนั้นไม่ได้อยู่ไกลเกินไปอีกแล้ว
02:05
So when I look around, I think the day is not too far off at all
วันที่พวกเรากำลังจะมีแอนดรอยด์
02:08
when we're going to have androids
ทำงานหลายๆอย่างที่พวกเรากำลังทำกันอยู่ตอนนี้
02:10
doing a lot of the work that we are doing right now.
และพวกเรากำลังสร้างโลกที่จะ
02:13
And we're creating a world where there is going to be
เต็มไปด้วยเทคโนโลยีมากขึ้นๆและงานที่น้อยลงๆ
02:17
more and more technology and fewer and fewer jobs.
มันเป็นโลกที่เอริก บรินโจล์ฟสัน (Erik Brynjolfsson)และผมเรียกมันว่า
02:21
It's a world that Erik Brynjolfsson and I are calling
"ยุคเครื่องจักรกลใหม่"
02:23
"the new machine age."
สิ่งหนึ่งที่ต้องจำให้ขึ้นใจก็คือ
02:24
The thing to keep in mind is that
นี่เป็นข่าวดีอย่างยิ่งยวด
02:27
this is absolutely great news.
นี่เป็นข่าวเศรษฐกิจที่ดีที่สุดบนโลกใบนี้ในทุกวันนี้
02:29
This is the best economic news on the planet these days.
ไม่ใช่ว่ามันมีการแข่งขันมากมาย ใช่มั้ยครับ
02:32
Not that there's a lot of competition, right?
นี่เป็นข่าวเศรษฐกิจที่ดีที่สุดในทุกวันนี้
02:36
This is the best economic news we have these days
ด้วยเหตุผลหลักๆสองอย่าง
02:38
for two main reasons.
อย่างแรกคือ ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีคือสิ่งที่ทำให้เราสามารถ
02:39
The first is, technological progress is what allows us
ดำเนินความเร็วเท่ากับการวิ่งอันน่าทึ่งของพวกเรานี้ต่อไป
02:42
to continue this amazing recent run that we're on
การพัฒนาอย่างรวดเร็วซึ่งผลลัพธ์เพิ่มขึ้นไปพร้อมกับเวลาที่ดำเนินไป
02:46
where output goes up over time,
ในขณะเดียวกัน ราคาก็ลดลง
02:49
while at the same time, prices go down,
และปริมาณและคุณภาพก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
02:52
and volume and quality just continue to explode.
ตอนนี้ บางคนมองมาตรงนี้และพูดเกี่ยวกับ
02:56
Now, some people look at this and talk about
แนวคิดวัตถุนิยมอันตื้นเขิน
02:58
shallow materialism,
แต่นั่นเป็นหนทางที่ผิดอย่างสิ้นเชิงในการมองมัน
03:00
but that's absolutely the wrong way to look at it.
นี่มันเยอะมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่
03:02
This is abundance, which is exactly
เราต้องการให้ระบบเศรษฐกิจของเราทำให้เกิดขึ้น
03:05
what we want our economic system to provide.
เหตุผลที่สองคือ ยุคเครื่องจักรกลใหม่
03:08
The second reason that the new machine age
เป็นข่าวดียิ่งยวดที่ว่า เมื่อแอนดรอยด์
03:11
is such great news is that, once the androids
เริ่มทำงานต่างๆ เราก็ไม่ต้องทำมันอีกต่อไป
03:14
start doing jobs, we don't have to do them anymore,
และเราก็จะเป็นอิสระจากงานกรรมกรแบกหามหนักหน่วงต่างๆ
03:17
and we get freed up from drudgery and toil.
ตอนนี้ เมื่อผมพูดถึงเรืองนี้กับเพื่อนของผม
03:21
Now, when I talk about this with my friends
ที่แคมบริดจ์และซิลิคอน วัลเลย์ พวกเขาพูดว่า
03:23
in Cambridge and Silicon Valley, they say,
"ยอดเยี่ยม ไม่มีงานแบกหาม ไม่มีงานหนักอีกต่อไป
03:25
"Fantastic. No more drudgery, no more toil.
นี่มันให้โอกาสเราได้จินตนาการ
03:27
This gives us the chance to imagine
สังคมแบบที่แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิงเลยนะ
03:29
an entirely different kind of society,
สังคมแบบที่ผู้สร้างและผู้ค้นพบ
03:32
a society where the creators and the discoverers
และผู้ปฏิบัติและผู้สร้างสรรค์
03:35
and the performers and the innovators
มารวมด้วยกันกับผู้อุปถัมภ์และผู้สนับสนุนทางการเงินของพวกเขา
03:36
come together with their patrons and their financiers
เพื่อพูดเกี่ยวกับประเด็นต่างๆ ให้ความบันเทิง ให้ความกระจ่าง
03:40
to talk about issues, entertain, enlighten,
กระตุ้นความคิด ซึ่งกันและกัน"
03:43
provoke each other."
มันเป็นสังคมแบบที่ดูคล้ายคลึงกับ TED Conference มากทีเดียว
03:45
It's a society really, that looks a lot like the TED Conference.
และมันก็ยังมีข้อเท็จจริงมหาศาลอยู่ตรงนี้ด้วย
03:49
And there's actually a huge amount of truth here.
พวกเรากำลังเห็นการเบ่งบานอย่างน่าอัศจรรย์กำลังเกิดขึ้น
03:52
We are seeing an amazing flourishing taking place.
ในโลกที่การสร้างวัตถุ
03:55
In a world where it is just about as easy
ง่ายพอๆกับการปรินท์เอกสาร
03:57
to generate an object as it is to print a document,
เรามีความเป็นไปได้ใหม่ๆที่น่าทึ่งทั้งหลาย
04:00
we have amazing new possibilities.
ผู้คนที่เคยเป็นช่างฝีมือและนักทำงานอดิเรก
04:02
The people who used to be craftsmen and hobbyists
กลายมาเป็นผู้สร้าง และพวกเขาก็รับผิดชอบ
04:06
are now makers, and they're responsible
ต่อนวัตกรรมจำนวนมหาศาล
04:08
for massive amounts of innovation.
และศิลปินทั้งหลายที่เคยถูกจำกัดมาก่อน
04:10
And artists who were formerly constrained
ตอนนี้สามารถทำสิ่งต่างๆที่ไม่เคยเป็นไปได้
04:13
can now do things that were never, ever possible
สำหรับพวกเขามาก่อน
04:16
for them before.
เพราะงั้นนี่เป็นช่วงเวลาแห่งการเบ่งบานอันยิ่งใหญ่
04:18
So this is a time of great flourishing,
และยิ่งผมมองไปรอบๆ ผมก็ยิ่งเชื่อมั่นมากขึ้นเรื่อยๆ
04:20
and the more I look around, the more convinced I become
["เทคโนโลยีคือของขวัญจากพระเจ้า หลังจากของขวัญแห่งชีวิตแล้ว บางทีนี่อาจจะเป็นของขวัญที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของพระเจ้าก็ได้ มันเป็นมารดาแห่งความศิวิไลซ์ของศิลปะและวิทยาศาสตร์" -- ฟรีแมน ไดสัน (Freeman Dyson)]
04:23
that this quote, from the physicist Freeman Dyson,
ว่าคำพูดนี้ จากนักฟิสิกส์ ฟรีแมน ไดสัน (Freeman Dyson)
ไม่ใช่คำพูดที่เกินจริงเลย
04:26
is not hyperbole at all.
นี่เป็นเพียงคำกล่าวพื้นๆของข้อเท็จจริง
04:28
This is just a plain statement of the facts.
พวกเรากำลังอยู่กึ่งกลางของช่วงเวลาอันน่าทึ่ง
04:31
We are in the middle of an astonishing period.
04:32
["Technology is a gift of God. After the gift of life it is perhaps the greatest of God's gifts. It is the mother of civilizations, of arts and of sciences." — Freeman Dyson]
นี่นำมาสู่คำถามที่ยิ่งใหญ่อีกคำถามหนึ่ง:
04:33
Which brings up another great question:
มันจะมีอะไรผิดที่ผิดทางไปได้เล่าในโลกยุคเครื่องจักรกลใหม่นี้
04:36
What could possibly go wrong in this new machine age?
ใช่มั้ยครับ เยี่ยมเลย พอล่ะ งอกงาม กลับบ้าน
04:39
Right? Great, hang up, flourish, go home.
พวกเรากำลังจะเผชิญหน้ากับความท้าทายที่ยุ่งเหยิงสองชุด
04:42
We're going to face two really thorny sets of challenges
ในขณะที่เรากำลังมุ่งหน้าลึกเข้าไปสู่อนาคตที่พวกเรากำลังสร้าง
04:45
as we head deeper into the future that we're creating.
ชุดแรกคือ ทางด้านเศรษฐกิจ และมันได้ถูกสรุปเอาไว้อย่างดูดี
04:48
The first are economic, and they're really nicely summarized
ในแบบของเรื่องราวจอมปลอม เกี่ยวกับการไปๆมาๆ
04:51
in an apocryphal story about a back-and-forth
ระหว่างเฮนรี่ ฟอร์ด ที่สอง (Henry Ford II)
และวอลเตอร์ รูเธอร์ (Walter Reuther)
04:54
between Henry Ford II and Walter Reuther,
ซึ่งเป็นหัวหน้าสหภาพคนงานรถยนต์
04:57
who was the head of the auto workers union.
พวกเขากำลังเดินชมหนึ่งในโรงงานที่ทันสมัยแห่งใหม่ทั้งหลาย
05:00
They were touring one of the new modern factories,
และฟอร์ดก็หันมาหยอกเล่นกับรูเธอร์ว่า
05:02
and Ford playfully turns to Reuther and says,
"เฮ้ วอลเตอร์ คุณจะทำให้เจ้าหุ่นยนต์พวกนี้
05:05
"Hey Walter, how are you going to get these robots
จ่ายค่าสมาชิกสหภาพได้ยังไงเหรอ"
05:07
to pay union dues?"
และรูเธอร์ก็โต้กลับไปว่า "เฮ้ เฮนรี่
05:09
And Reuther shoots back, "Hey Henry,
แล้วคุณจะทำยังไงให้พวกเขาซื้อรถยนต์ได้ล่ะ"
05:11
how are you going to get them to buy cars?"
ปัญหาของรูเธอร์ในเรื่องเล่านี้
05:15
Reuther's problem in that anecdote
ก็คือว่า มันยากที่จะนำเสนอแรงงานของคุณในระบบเศรษฐกิจ
05:18
is that it is tough to offer your labor to an economy
ที่เต็มไปด้วยเครื่องจักรกล
05:22
that's full of machines,
และเราเห็นสิ่งนี้ได้ชัดมากในสถิติ
05:24
and we see this very clearly in the statistics.
ถ้าคุณดูช่วง 2-3 ทศวรรษที่ผ่านมา
05:26
If you look over the past couple decades
ที่ผลการคืนทุน ในอีกความหมายหนึ่งคือ กำไรของบริษัท
05:29
at the returns to capital -- in other words, corporate profits --
เราเห็นว่ามันกำลังเพิ่มสูงขึ้น
05:32
we see them going up,
และเเราเห็นว่ามันกำลังอยู่ที่ระดับสูงสุดตลอดกาลตอนนี้
05:34
and we see that they're now at an all-time high.
ถ้าเรามองที่ผลตอบแทนต่อแรงงาน ในอีกความหมายหนึ่งคือ
05:36
If we look at the returns to labor, in other words
ค่าจ้างทั้งหมดที่ได้จ่ายออกไปในระบบเศรษฐกิจ
05:39
total wages paid out in the economy,
เราจะเห็นมันที่จุดต่ำสุดตลอดกาล
05:41
we see them at an all-time low
และมุ่งไปยังทิศทางตรงกันข้ามอย่างรวดเร็ว
05:43
and heading very quickly in the opposite direction.
ดังนั้น นี่มันเป็นข่าวร้ายสำหรับรูเธอร์อย่างเห็นได้ชัด
05:46
So this is clearly bad news for Reuther.
มันอาจจะดูเหมือนว่าเป็นข่าวดีมากๆสำหรับฟอร์ด
05:48
It looks like it might be great news for Ford,
แต่จริงๆแล้วมันก็ไม่นะ ถ้าคุณต้องการจะขาย
05:52
but it's actually not. If you want to sell
สินค้าที่ค่อนข้างจะแพงเป็นจำนวนมากต่อผู้คน
05:54
huge volumes of somewhat expensive goods to people,
คุณจะต้องมีชนชั้นกลางที่มีขนาดใหญ่ มั่นคง และมั่งคั่ง
05:57
you really want a large, stable, prosperous middle class.
เรามีสิ่งนี้ในอเมริกา
06:01
We have had one of those in America
ก็แค่ช่วงประมาณหลังสงครามเท่านั้น
06:03
for just about the entire postwar period.
แต่เป็นที่ชัดเจนว่าชนชั้นกลางได้ตกอยู่ภายใต้
ภัยคุกคามอันยิ่งใหญ่อยู่ตอนนี้
06:06
But the middle class is clearly under huge threat right now.
เราต่างรู้สถิติมากมาย
06:10
We all know a lot of the statistics,
แต่ก็เพียงเพื่อที่จะซ้ำรอยมันอีก
06:12
but just to repeat one of them,
รายได้มัธยฐานของอเมริกาได้ลดลง
06:14
median income in America has actually gone down
ในช่วง 15 ปีที่ผ่านมา
06:17
over the past 15 years,
และเรากำลังอยู่ในอันตรายของการติดกับ
06:18
and we're in danger of getting trapped
ในวงจรอุบาทว์ที่ความไม่เสมอภาคและการแบ่งแยก
06:20
in some vicious cycle where inequality and polarization
เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา
06:24
continue to go up over time.
ความท้าทายทางสังคมที่ดำเนินมา
06:27
The societal challenges that come along
กับความไม่เสมอภาคแบบนั้นควรจะได้รับความสนใจ
06:30
with that kind of inequality deserve some attention.
มีความท้าทายทางสังคมที่จริงๆแล้วผมไม่ได้กังวลมากนัก
06:32
There are a set of societal challenges
06:34
that I'm actually not that worried about,
และมันก็แสดงออกมาเป็นภาพได้ประมาณนี้
06:36
and they're captured by images like this.
นี่ไม่ใช่ปัญหาทางสังคม
06:38
This is not the kind of societal problem
06:40
that I am concerned about.
ที่ผมกังวลอยู่
06:42
There is no shortage of dystopian visions
เราไม่เคยขาดการมองโลกในแง่ร้าย
เกี่ยวกับว่าอะไรจะเกิดขึ้นถ้าเครื่องจักรกลของเรา
ตระหนักรู้ได้ด้วยตัวเอง
06:45
about what happens when our machines become self-aware,
06:48
and they decide to rise up and coordinate attacks against us.
แล้วพวกมันก็ลุกฮือขึ้นแล้วร่วมมือกันโจมตีพวกเรา
ผมจะเริ่มกังวลเรื่องพวกนี้ ก็ในวันที่คอมพิวเตอร์ของผม
06:51
I'm going to start worrying about those
หวาดระแวงปรินต์เตอร์ของผมนู่นแหละ
06:53
the day my computer becomes aware of my printer.
06:56
(Laughter) (Applause)
(เสียงหัวเราะ) (เสียงปรบมือ)
ดังนั้น นี่ไม่ใข่ชุดความท้าทายที่เราต้องกังวลกับมันมากๆ
07:00
So this is not the set of challenges we really need to worry about.
07:03
To tell you the kinds of societal challenges
ในการที่จะบอกคุณถึงความท้าทายทางสังคมนี้ที่
07:06
that are going to come up in the new machine age,
กำลังจะเกิดขึ้นในยุคเครื่องจักรกลใหม่
07:08
I want to tell a story about two stereotypical American workers.
ผมจะเล่าเรื่องของคนทำงานชาวอเมริกันแบบทั่วไปสองคน
และเพื่อที่จะทำให้พวกเขาดูทั่วไปจริงๆ
07:12
And to make them really stereotypical,
มานึกภาพพวกเขาทั้งคู่เป็นคนผิวขาวกัน
07:13
let's make them both white guys.
07:15
And the first one is a college-educated
และคนแรกเป็นบัณฑิตจากมหาวิทยาลัย
07:19
professional, creative type, manager,
มีความเป็นมืออาชีพ มีความคิดสร้างสรรค์ เป็นผู้จัดการ
เป็นวิศวกร หมอ ทนาย เป็นตนทำงานอะไรประมาณนั้น
07:22
engineer, doctor, lawyer, that kind of worker.
เราจะเรียกเขาว่า "เท็ด"
07:25
We're going to call him "Ted."
เขาอยู่ตรงจุดสูงสุดของชนชั้นกลางชาวอเมริกัน
07:28
He's at the top of the American middle class.
07:30
His counterpart is not college-educated
คู่แข่งของเขาไม่ได้จบมหาวิทยาลัย
ทำงานเป็นคนใช้แรงงาน ทำงานเป็นเสมียน
07:33
and works as a laborer, works as a clerk,
ทำงานระดับล่างของคนงานคอปกขาว (White-collar) หรือ
คอปกน้ำเงิน (Blue Collar) ในระบบเศรษฐกิจ
07:36
does low-level white collar or blue collar work in the economy.
07:39
We're going to call that guy "Bill."
เราจะเรียกเขาว่า "บิล"
และถ้าคุณย้อนกลับไปประมาณ 50 ปีก่อน
07:41
And if you go back about 50 years,
07:44
Bill and Ted were leading remarkably similar lives.
บิลและเท็ดต่างใช้ชีวิตที่เหมือนกันมากๆ
07:47
For example, in 1960 they were both very likely
ยกตัวอย่างเช่น ในปี 1960 พวกเขาทั้งคู่มีแนวโน้มที่จะ
07:50
to have full-time jobs, working at least 40 hours a week.
ทำงานเต็มเวลา ทำงานอย่างน้อย 40 ชั่วโมงต่อสัปดาห์
แต่ตามที่นักวิจัยทางสังคม ชาร์ลส์ เมอร์เรย์ (Charles Murray)
ได้เก็บข้อมูลเอาไว้
07:53
But as the social researcher Charles Murray has documented,
07:57
as we started to automate the economy,
ตอนที่พวกเราได้เริ่มนำเอา
ระบบอัตโนมัติเข้ามาใช้ในระบบเศรษฐกิจ
และปี 1960 เป็นปีที่คอมพิวเตอร์เริ่มจะถูกใช้ในการทำธุรกิจ
07:59
and 1960 is just about when computers started to be used by businesses,
08:04
as we started to progressively inject technology
ตอนที่พวกเราได้ค่อยๆอัดฉีดเทคโนโลยี
และเครื่องอัตโนมัติ และเครื่องดิจิตอล เข้าไปในระบบเศรษฐกิจ
08:07
and automation and digital stuff into the economy,
08:09
the fortunes of Bill and Ted diverged a lot.
โชคชะตาของบิลและเท็ดได้แตกต่างกันออกไปมาก
ภายใต้กรอบเวลานี้ เท็ดยังคงทำงาน
08:12
Over this time frame, Ted has continued
เต็มเวลาอย่างต่อเนื่อง แต่บืลไม่
08:14
to hold a full-time job. Bill hasn't.
ในหลายๆกรณี บิลได้ออกจากระบบเศรษฐกิจไปอย่างสิ้นเชิง
08:17
In many cases, Bill has left the economy entirely,
และเท็ดแทบจะไม่เคยเลย
08:21
and Ted very rarely has.
เวลาผ่านไป ชีวิตแต่งงานของเท็ดเป็นไปอย่างมีความสุข
08:24
Over time, Ted's marriage has stayed quite happy.
แต่ของบิลไม่
08:27
Bill's hasn't.
และลูกๆของเท็ดเติบโตมาในบ้านที่มีทั้งพ่อและแม่
08:29
And Ted's kids have grown up in a two-parent home,
08:32
while Bill's absolutely have not over time.
แต่ของบิลไม่เคยมีช่วงเวลาแบบนั้นเลย
08:35
Other ways that Bill is dropping out of society?
มีทางอื่นอีกมั้ยที่บิลหลุดออกจากสังคม?
เขาจำนวนครั้งในการออกเสียงโหวตในการเลือกตั้งประธานาธิบดีครั้งต่างๆ
08:38
He's decreased his voting in presidential elections,
และเขาเริ่มเข้าคุกบ่อยขึ้นมาก
08:41
and he's started to go to prison a lot more often.
ดังนั้น ผมไม่สามารถบอกเล่าเรื่องราวแสนสุขเกี่ยวกับ
แนวโน้มทางสังคมเหล่านี้ได้
08:45
So I cannot tell a happy story about these social trends,
08:49
and they don't show any signs of reversing themselves.
และมันก็ไม่ได้มีสัญญาณอะไรที่ว่า
มันจะย้อนกลับได้ด้วยตัวมันเอง
08:52
They're also true no matter which ethnic group
มันยังคงเป็นความจริงอีกด้วย ไม่ว่าเราจะมองไปที่
กลุ่มชาติพันธุ์ใด
08:55
or demographic group we look at,
หรือกลุ่มประชากรไหน
08:57
and they're actually getting so severe
และมันกำลังค่อยๆร้ายแรงขึ้น
จนถึงขั้นท่วมท้น
08:59
that they're in danger of overwhelming
ถึงแม้ว่าจะมีความก้าวหน้าอันน่าทึ่งที่พวกเราได้ทำ
ภายใต้การเคลือนไหวด้านสิทธิพลเมือง
09:00
even the amazing progress we made with the Civil Rights Movement.
และสิ่งที่เพื่อนๆของผมที่ซิลิคอน วัลเลย์
09:04
And what my friends in Silicon Valley
และแคมบริดจ์มองข้ามไป ก็คือว่า พวกเขาคือเท็ด
09:07
and Cambridge are overlooking is that they're Ted.
09:12
They're living these amazingly busy, productive lives,
พวกเขาใช้ชีวิตอันแสนยุ่งและมีผลิตภาพอย่างน่าทึ่ง
09:15
and they've got all the benefits to show from that,
และพวกเขาได้รับผลประโยชน์ที่เห็นได้จากการนั้น
ในขณะที่บิลกำลังใช้ชีวิตที่แตกต่างมาก
09:18
while Bill is leading a very different life.
09:20
They're actually both proof of how right Voltaire was
จริงๆแล้ว พวกเขาทั้งคู่ต่างเป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่า
โวลแตร์ (Voltaire) พูดถูกแค่ไหน
["งานคุ้มกันมนุษย์จากสามอสูรร้าย: ความเบื่อหน่าย
ความชั่วร้าย และความต้องการ -- โวลแตร์]
09:22
when he talked about the benefits of work,
เมื่อเขาพูดถึงเรื่องผลประโยชน์ของการทำงาน
09:25
and the fact that it saves us from not one but three great evils.
และข้อเท็จจริงที่ว่า มันได้คุ้มกันเราจาก 3 ไม่ใช่ 1 อสูรร้าย
09:28
["Work saves a man from three great evils: boredom, vice and need." — Voltaire]
09:29
So with these challenges, what do we do about them?
ดังนั้น ด้วยความท้าทายเหล่านี้ เราจะทำยังไงกับพวกมันดี?
09:32
The economic playbook is surprisingly clear,
คู่มือเศรษฐศาสตร์ได้ระบุเอาไว้อย่างชัดเจนจนน่าประหลาดใจ
09:35
surprisingly straightforward, in the short term especially.
ตรงไปตรงมาอย่างน่าประหลาดใจ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลาสั้นๆ
พวกหุ่นยนต์ไม่ได้กำลังจะเอางานทั้งหมดของพวกเราไป
ภายในปีหรือสองปีข้างหน้า
09:38
The robots are not going to take all of our jobs in the next year or two,
ดังนั้น คู่มือเศรษฐศาสตร์ 101 ฉบับคลาสสิค
ก็จะยังทำงานได้พอใช้
09:41
so the classic Econ 101 playbook is going to work just fine:
สนับสนุนการเป็นผู้ประกอบการ
09:46
Encourage entrepreneurship,
ทุ่มลงไปกับสาธารณูปโภคพื้นฐาน
09:48
double down on infrastructure,
และทำให้แน่ใจว่าเรากำลังผลิตคนที่มีทักษะที่เหมาะสม
09:50
and make sure we're turning out people
จากระบบการศึกษาของเรา
09:52
from our educational system with the appropriate skills.
แต่ในระยะยาว ถ้าเรากำลังเคลื่อนย้ายไปสู่ระบบเศรษฐกิจ
09:55
But over the longer term, if we are moving into an economy
ที่เน้นเทคโนโลยีมากกว่าคน
09:58
that's heavy on technology and light on labor,
และเรากำลังทำแบบนั้นอยู่ ถ้างั้นเราก็ต้องพิจารณา
10:01
and we are, then we have to consider
การแทรกแซงฐานรากให้มากขึ้น
10:04
some more radical interventions,
ยกตัวอย่างเช่น บางอย่างประมาณการประกันค่าจ้างขั้นต่ำ
10:05
for example, something like a guaranteed minimum income.
เอาล่ะ นั่นอาจจะทำให้ใครบางคนในห้องนี้หนาวๆร้อนๆ
10:09
Now, that's probably making some folk in this room uncomfortable,
เพราะไอเดียนั้นมันเกี่ยวข้องกับพวกซ้ายจัด
10:12
because that idea is associated with the extreme left wing
และกับโครงการกระจายความมั่งคั่งแบบสุดโต่ง
10:16
and with fairly radical schemes for redistributing wealth.
ผมทำการบัานมานิดหน่อยเกี่ยวกับข้อนี้
10:19
I did a little bit of research on this notion,
และมันอาจจะทำให้ใครบางคนสบายใจมาได้บ้าง
ที่จะรู้ว่า
10:21
and it might calm some folk down to know that
ไอเดียการประกันค่าจ้างขั้นต่ำนั้น
10:24
the idea of a net guaranteed minimum income
ได้รับการต่อสู้โดยนักสังคมนิยม
ที่ทำได้แค่พูดจนน้ำลายแตกฟอง
10:26
has been championed by those frothing-at-the-mouth socialists
อย่างเฟรดริก ฮาเย็ก (Friedrich Hayek) ริชาร์ด นิกสัน (Richard Nixon)
และ มิลตัน ฟรีดแมน (Milton Friedman)
10:30
Friedrich Hayek, Richard Nixon and Milton Friedman.
และถ้าคุณพบว่า คุณกังวล
10:35
And if you find yourself worried
ว่าบางอย่างอย่างการประกันค่าจ้าง
10:37
that something like a guaranteed income
จะยับยั้งแรงขับในการประสบความสำเร็จ
10:40
is going to stifle our drive to succeed
และทำให้เรารู้สึกพึงพอใจ
10:42
and make us kind of complacent,
คุณอาจจะสนใจที่จะรู้ว่า การเคลื่อนย้ายทางสังคม
10:44
you might be interested to know that social mobility,
หนึ่งในหลายๆสิ่งที่เราให้ความสำคัญในสหรัฐฯ
10:47
one of the things we really pride ourselves on in the United States,
ตอนนี้อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าประเทศทางยุโรปเหนือทั้งหลาย
10:50
is now lower than it is in the northern European countries
ที่มีตาข่ายความปลอดภัยทางสังคม (social safety nets)
ที่ใจกว้างเอามากๆ
10:53
that have these very generous social safety nets.
ดังนั้น คู่มือทางเศรษฐศาสตร์นั้นจริงๆก็ค่อนข้างตรงไปตรงมา
10:56
So the economic playbook is actually pretty straightforward.
ด้านสังคมต่างหากที่ท้าทายกว่ามาก
10:59
The societal one is a lot more challenging.
ผมไม่รู้ว่าคู่มือนั้นจะเป็นยังไง
11:02
I don't know what the playbook is
สำหรับการดึงบิลให้เข้ามามีส่วนร่วม
และดำรงอยู่อย่างนั้นตลอดชีวิต
11:04
for getting Bill to engage and stay engaged throughout life.
ผมรู้แค่ว่าการศึกษามีส่วนสำคัญมหาศาลสำหรับเรื่องนี้
11:08
I do know that education is a huge part of it.
ผมเผชิญเรื่องนี้ด้วยตัวเอง
11:11
I witnessed this firsthand.
ผมเป็นเด็กมอนเตสซอรี่ (Montessori: ระบบการศึกษาที่เน้นธรรมชาติของเด็ก) ในช่วง 2-3 ปีแรกของการเรียนของผม
11:12
I was a Montessori kid for the first few years of my education,
และสิ่งที่ระบบการศึกษาแบบนั้นสอนผม
11:16
and what that education taught me
ก็คือว่า โลกนี้เป็นสถานที่ที่น่าสนใจ
11:18
is that the world is an interesting place
และงานของผมก็คือออกไปสำรวจมัน
11:20
and my job is to go explore it.
โรงเรียนนี้สิ้นสุดที่ชั้น ป.3
11:22
The school stopped in third grade,
หลังจากนั้นผมก็เข้าระบบโรงเรียนรัฐบาล
11:24
so then I entered the public school system,
และมันทำให้รู้สึกเหมือนกับว่า ผมถูกส่งไปกูลัก
(Gulag: ค่ายทหารรัสเซีย)
11:26
and it felt like I had been sent to the Gulag.
เมื่อมองย้อนกลับไป ตอนนี้ผมรู้แล้วว่า งานของมัน
11:30
With the benefit of hindsight, I now know the job
ก็คือจัดเตรียมชีวิตแบบเสมียนหรือผู้ใช้แรงงานให้ผม
11:33
was to prepare me for life as a clerk or a laborer,
แต่ ณ ตอนนั้น มันรู้สึกเหมือนงานของมันคือ
11:36
but at the time it felt like the job was to kind of
การทำให้ผมยอมจำนนต่ออะไรต่อมิอะไรที่ดำเนินไปรอบตัวผม
11:38
bore me into some submission with what was going on around me.
เราต้องทำให้ดีกว่านี้
11:42
We have to do better than this.
เราต้องไม่ทำการผลิตบิลออกมาเรื่อยๆ
11:43
We cannot keep turning out Bills.
ดังนั้น เราเห็นหน่ออ่อนเขียวๆที่ว่า สิ่งต่างๆกำลังดีขึ้น
11:47
So we see some green shoots that things are getting better.
เราเห็นเทคโนโลยีส่งผลกระทบต่อการศึกษาอย่างลึกซึ้ง
11:49
We see technology deeply impacting education
และดึงผู้คนเข้ามาร่วม จากนักเรียนรู้ที่เด็กที่สุดของเรา
11:52
and engaging people, from our youngest learners
จนถึงคนที่แก่ที่สุดของเรา
11:55
up to our oldest ones.
เราเห็นนักธุรกิจที่โดดเด่นหลายคนบอกเราว่า
11:57
We see very prominent business voices telling us
เราต้องคิดใหม่เกี่ยวกับบางอย่างที่เราเฝ้าหวงแหนมันมานาน
11:59
we need to rethink some of the things that we've been holding dear for a while.
และเราเห็นความพยายามอย่างจริงจัง ต่อเนื่อง
12:02
And we see very serious and sustained
และอยู่บนฐานข้อมูล ในการทำความเข้าใจ
12:05
and data-driven efforts to understand
ว่าจะแทรกแซงเข้าไปในชุมชนที่มีปัญหาที่สุดที่เรามีได้อย่างไร
12:07
how to intervene in some of the most troubled communities that we have.
ดังนั้น หน่ออ่อนสีเขียวมันอยู่ข้างนอกนั่น
12:11
So the green shoots are out there.
ผมไม่อยากจะเสแสร้งแม้เพียงสักนาทีเดียว
12:13
I don't want to pretend for a minute
ว่าสิ่งที่เรามีนั้นเพียงพอ
12:15
that what we have is going to be enough.
เรากำลังเผชิญหน้ากับความท้าทายที่แสนยาก
12:17
We're facing very tough challenges.
ยกตัวอย่างหนึ่งเช่น มีคนอเมริกันประมาณห้าล้านคน
12:19
To give just one example, there are about five million Americans
ที่ว่างงานมาอย่างน้อยหกเดือน
12:22
who have been unemployed for at least six months.
เราจะไม่เข้าไปแก้ไขอะไรให้พวกเขา
12:25
We're not going to fix things for them
ด้วยการส่งพวกเขากลับไปยังมอนเตสซอรี่
12:26
by sending them back to Montessori.
และความกังวลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของผมก็คือว่า
เรากำลังสร้างโลก
12:28
And my biggest worry is that we're creating a world
ใบที่เรากำลังจะมีเทคโนโลยีระยิบระยับ
12:31
where we're going to have glittering technologies
ฝังอยู่ในสังคมที่ทรุดโทรม
12:33
embedded in kind of a shabby society
และหนุนด้วยระบบเศรษฐกิจที่สร้างความไม่เสมอภาค
12:36
and supported by an economy that generates inequality
แทนที่จะเป็นโอกาส
12:39
instead of opportunity.
แต่จริงๆแล้ว ผมไม่ได้คิดว่านั่นคือสิ่งที่เรากำลังจะทำ
12:40
But I actually don't think that's what we're going to do.
ผมคิดว่าเรากำลังจะทำอะไรบางอย่างที่ดีกว่านั้นมาก
12:43
I think we're going to do something a lot better
ด้วยเหตุผลที่ตรงไปตรงมาอย่างมากอันหนึ่ง
12:44
for one very straightforward reason:
ข้อเท็จจริงก็คือ ออกไปข้างนอกนั่น
12:47
The facts are getting out there.
ความจริงในยุคเครื่องจักรกลใหม่นี้
12:49
The realities of this new machine age
และการเปลี่ยนแปลงในระบบเศรษฐกิจกำลังจะ
ถูกรับรู้อย่างกว้างขวางขึ้น
12:51
and the change in the economy are becoming more widely known.
ถ้าเราต้องการที่จะเร่งกระบวนการ
เราสามารถทำอะไรหลายอย่าง
12:54
If we wanted to accelerate that process, we could do things
อย่างเช่นการให้นักเศรษฐศาสตร์และผู้กำหนดนโยบายของเรา
12:57
like have our best economists and policymakers
ไปเล่นเกม "Jeopardy!" แข่งกับวัตสัน (Watson)
13:00
play "Jeopardy!" against Watson.
เราอาจส่งสภาฯไปโรดทริปอิสระ
13:02
We could send Congress on an autonomous car road trip.
และถ้าเราทำอะไรประมาณอย่างนี้มากพอ
13:05
And if we do enough of these kinds of things,
การตระหนักรู้ก็จะฝังเข้าไปว่า สิ่งต่างๆกำลังจะแตกต่างไป
13:07
the awareness is going to sink in that things are going to be different.
และแล้วเราก็จะออกสู่การแข่งขัน
13:11
And then we're off to the races,
เพราะผมไม่เชื่อแม้เพียงวินาทีเดียวว่า
13:12
because I don't believe for a second
เราได้ลืมวิธีการแก้ความท้าทายอันยุ่งยาก
13:15
that we have forgotten how to solve tough challenges
หรือว่าเราได้กลายมาเป็นพวกเฉื่อยชา
และใจแข็งเกินกว่าที่จะลอง
13:18
or that we have become too apathetic or hard-hearted to even try.
ผมเริ่มทอล์คนี้ด้วยคำพูดจากนักเขียนสองคน
13:22
I started my talk with quotes from wordsmiths
ที่ถูกแยกออกจากกันด้วยมหาสมุทรกับศตวรรษ
13:24
who were separated by an ocean and a century.
ให้ผมจบมันด้วยคำพูดจากนักการเมืองสองคน
13:27
Let me end it with words from politicians
ผู้ซึ่งอยู่ห่างกันออกไปอย่างใกล้เคียง
13:29
who were similarly distant.
วินสตัน เขอร์ชิล มาที่ MIT บ้านผม ในปี 1949
13:31
Winston Churchill came to my home of MIT in 1949,
และเขาพุดว่า "ถ้าเราจะต้องทำให้ฝูงชน
13:34
and he said, "If we are to bring the broad masses
จำนวนมหาศาลในทุกพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์
13:37
of the people in every land to the table of abundance,
มันจะเป็นไปได้ก็ด้วยการพัฒนาอย่างไม่เหน็ดเหนื่อย
13:40
it can only be by the tireless improvement
ของการผลิตเทคโนโลยีในทุกทางของเรา"
13:43
of all of our means of technical production."
อับราฮัม ลินคอล์น รู้ว่ามันยังมีอีกหนึ่งองค์ประกอบ
13:46
Abraham Lincoln realized there was one other ingredient.
เขาพูดว่า "ผมเชื่ออย่างแน่วแน่ในผู้คน
13:49
He said, "I am a firm believer in the people.
ถ้าหากได้รับรู้ความจริง พวกเขาเป็นที่พึ่งพิงได้
13:52
If given the truth, they can be depended upon
ยามเกิดวิกฤตชาติ
13:54
to meet any national crisis.
สิ่งสำคัญอย่างยิ่งยวดก็คือการให้ข้อเท็จจริงกับพวกเขา"
13:57
The great point is to give them the plain facts."
ตามคำพูดมองโลกในแง่ดีดังกล่าว สิ่งสำคัญที่ผมอยากจะ
ทิ้งไว้กับคุณก็คือว่า
13:59
So the optimistic note, great point that I want to leave you with
ข้อเท็จจริงของยุคเครื่องจักรกลกำลังชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ
14:02
is that the plain facts of the machine age are becoming clear,
และผมมีความมั่นใจอย่างที่สุดว่าเรากำลังจะใช้มัน
14:06
and I have every confidence that we're going to use them
ในการวางแผนการดีๆในการเข้าสู่
14:08
to chart a good course into the challenging,
ระบบเศรษฐกิจอันอุดมสมบูรณ์และท้าทายที่เรากำลังสร้าง
14:11
abundant economy that we're creating.
ขอบคุณมากครับ
14:14
Thank you very much.
(เสียงปรบมือ)
14:15
(Applause)
Translated by Chatthip Chaichakan
Reviewed by Yada Sattarujawong

▲Back to top

About the Speaker:

Andrew McAfee - Management theorist
Andrew McAfee studies how information technology affects businesses and society.

Why you should listen

Andrew McAfee studies the ways that information technology (IT) affects businesses, business as a whole, and the larger society. His research investigates how IT changes the way companies perform, organize themselves and compete. At a higher level, his work also investigates how computerization affects competition, society, the economy and the workforce.

He's a principal research scientist at the Center for Digital Business at the MIT Sloan School of Management. His books include Enterprise 2.0 and Race Against the Machine (with Erik Brynjolfsson). Read more on his blog.

 

More profile about the speaker
Andrew McAfee | Speaker | TED.com