18:45
TED2010

Nicholas Christakis: The hidden influence of social networks

นิโคลัส คริสทากิส: อิทธิพลซ้อนเร้นของเครือข่ายทางสังคม

Filmed:

พวกเราถูกฝังเข้าไปในโครงข่ายทางสังคมอันยิ่งใหญ่ ของหมู่เพื่อน ครอบครัว เพื่อนร่วมงาน และอีกมากมาย นิโคลัส คริสทากิสได้ติดตามร่องรอยที่หลากหลายเหล่านี้-- จากเรื่องของความสุขไปจนถึงโรคอ้วน -- ที่สามารถแพร่จากคนหนึ่งไปสู่อีกคนหนึ่ง และจะแสดงให้เห็นว่าจุดที่คุณอยู่ในโครงข่ายสังคม มีผลกระทบต่อชีวิตของคุณในหลายๆทาง อย่างที่คุณเองก็ยังไม่รู้มาก่อน

- Physician, social scientist
Nicholas Christakis explores how the large-scale, face-to-face social networks in which we are embedded affect our lives, and what we can do to take advantage of this fact. Full bio

For me, this story begins about 15 years ago,
เรื่องของผมนี้ เกิดขึ้นเมื่อประมาณ 15 ปี ก่อน
00:16
when I was a hospice doctor at the University of Chicago.
ตอนที่ผมต้องดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่มหาวิทยาลัยชิคาโก
00:19
And I was taking care of people who were dying and their families
และผมต้องดูแลคนที่กำลังจะตาย รวมไปถึงครอบครัวของเขา
00:22
in the South Side of Chicago.
ทางตอนใต้ของชิคาโก
00:25
And I was observing what happened to people and their families
แล้วผมก็สังเกตเห็นว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นกับคนเหล่านั้น และครอบครัวของเขา
00:27
over the course of their terminal illness.
ตลอดช่วงการป่วยระยะสุดท้ายของพวกเขา
00:30
And in my lab, I was studying the widower effect,
และในแลปของผม ผมได้ศึกษาเรื่องผลกระทบของสภาวะแม่ม่าย (widower effect)
00:33
which is a very old idea in the social sciences,
ซึ่งเป็นแนวคิดทางสังคมวิทยาที่เก่ามากๆ
00:35
going back 150 years,
ตั้งกว่า 150 ปี ก่อน
00:37
known as "dying of a broken heart."
หรือที่รู้จักกันว่า "ตรอมใจตาย"
00:39
So, when I die, my wife's risk of death can double,
ก็อย่างเช่น ถ้าผมตาย เมียผมก็มีความเสี่ยงที่จะตายเพิ่มเป็นสองเท่า
00:41
for instance, in the first year.
ในปีแรก อย่างนี้เป็นต้น
00:44
And I had gone to take care of one particular patient,
และผมเคยได้ดูแลคนไข้พิเศษคนหนึ่ง
00:46
a woman who was dying of dementia.
เธอเป็นคนไข้หญิงที่ป่วยด้วยโรคจิตเสื่อม
00:49
And in this case, unlike this couple,
และในกรณีนี้ ไม่เหมือนกับคู่อื่น
00:51
she was being cared for
เธอได้รับการดูแลจาก
00:53
by her daughter.
ลูกสาวของเธอ
00:55
And the daughter was exhausted from caring for her mother.
และลูกสาวของเธอก็เหน็ดเหนื่อยกับการดูแลแม่ของเธอ
00:57
And the daughter's husband,
และสามีของลูกสาว
01:00
he also was sick
เขาก็พลอยป่วยไปด้วย
01:02
from his wife's exhaustion.
จากความเหน็ดเหนื่อยของภรรยา
01:05
And I was driving home one day,
วันหนึ่ง ระหว่างขับรถกลับบ้าน
01:07
and I get a phone call from the husband's friend,
ผมก็ได้รับโทรศัพท์จากเพื่อนของสามี
01:09
calling me because he was depressed
โทรมาหาผมเพราะเขารู้สึกซึมเศร้า
01:12
about what was happening to his friend.
เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับเพื่อนของเขา
01:14
So here I get this call from this random guy
ดูซิ ผมได้รับโทรศัพท์จากใครก็ไม่รู้
01:16
that's having an experience
ที่ต้องเผชิญกับ
01:18
that's being influenced by people
อิทธิพลจากคนอื่น
01:20
at some social distance.
ที่ไม่ได้ใกล้ชิดกัน
01:22
And so I suddenly realized two very simple things:
นี่มันทำให้ผมคิดถึงเรื่องธรรมดาๆ สองเรื่อง
01:24
First, the widowhood effect
อย่างแรกก็คือ ผลกระทบของสภาวะแม่ม่าย
01:27
was not restricted to husbands and wives.
ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สามีภรรยา
01:29
And second, it was not restricted to pairs of people.
และสอง มันไม่ได้จำกัดให้เป็นคู่ๆ
01:32
And I started to see the world
และผมก็เริ่มมองโลก
01:35
in a whole new way,
ในมุมที่ต่างออกไปโดยสิ้นเชิง
01:37
like pairs of people connected to each other.
เหมือนกับผู้คนเป็นคู่เชื่อมต่อซึ่งกันและกัน
01:39
And then I realized that these individuals
และแล้วจู่ๆ ผมก็ตระหนักได้ว่าผู้คนเหล่านี้
01:42
would be connected into foursomes with other pairs of people nearby.
ก็จะเชื่อมต่อกับคู่อื่นที่อยู่ใกล้ๆ กัน กลายเป็นกลุ่มของคนสี่คน
01:44
And then, in fact, these people
และในความเป็นจริง คนเหล่านั้น
01:47
were embedded in other sorts of relationships:
ก็จะมีความสัมพันธ์กันในอีกหลายรูปแบบ
01:49
marriage and spousal
ชีวิตสมรส และคู่สามีภรรยา
01:51
and friendship and other sorts of ties.
ความเป็นเพื่อน และความสัมพันธ์อย่างอื่น
01:53
And that, in fact, these connections were vast
และในความเป็นจริง ความสัมพันธ์เหล่านี้มันกว้างใหญ่
01:55
and that we were all embedded in this
และพวกเราก็ได้ฝังตัวอยู่ใน
01:58
broad set of connections with each other.
เครือข่ายของความสัมพันธ์ ของกันและกัน
02:00
So I started to see the world in a completely new way
ดังนั้น ผมก็เริ่มที่จะเห็นโลกในมุมที่ต่างกันอย่างสิ้นเชิง
02:03
and I became obsessed with this.
และผมก็เริ่มหมกมุ่นอยู่กับเรื่องนี้
02:06
I became obsessed with how it might be
ผมเฝ้าคิดว่า มันเป็นไปได้อย่างไร
02:08
that we're embedded in these social networks,
ที่พวกเราจะถูกผูกติดไปกับเครือข่ายทางสังคมเหล่านี้
02:10
and how they affect our lives.
และมันมีผลต่อชีวิตพวกเราอย่างไร
02:12
So, social networks are these intricate things of beauty,
ดังนั้น เครือข่ายทางสังคมเป็นความงาม ที่ละเอียดอ่อน
02:14
and they're so elaborate and so complex
ที่ลึกซึ้ง และซับซ้อน
02:17
and so ubiquitous, in fact,
และที่จริง ก็พบเห็นได้ทั่วไป
02:19
that one has to ask what purpose they serve.
จนมีคนถามว่ามันมีหน้าที่อะไร
02:21
Why are we embedded in social networks?
แล้วทำไมพวกเราถึงผูกติดไปกับเครือข่ายทางสังคม
02:24
I mean, how do they form? How do they operate?
ผมหมายถึงว่ามันก่อตัวขึ้นได้อย่างไร แล้วมันทำงานอย่างไร
02:26
And how do they effect us?
และมันมีผลอย่างไรกับเรา
02:28
So my first topic with respect to this,
และดังนั้นหัวข้อแรกของผม ในเรื่องนี้
02:30
was not death, but obesity.
ก็ไม่ใช่เรื่องการตาย แต่เป็นโรคอ้วน
02:33
It had become trendy
ที่ทันทีทันใดก็กลายเป็นกระแสนิยม
02:36
to speak about the "obesity epidemic."
ที่ใครๆ ก็พาพูดกันเรื่อง "โรคอ้วนระบาด"
02:38
And, along with my collaborator, James Fowler,
ผม กับเพื่อนร่วมงานชื่อ เจมส์ ฟาวเลอร์
02:40
we began to wonder whether obesity really was epidemic
เราเริ่มจะสงสัยว่าโรคอ้วนมันเป็นโรคระบาดจริงๆ หรือเปล่า
02:43
and could it spread from person to person
แล้วมันสามารถแพร่กระจายจากคนสู่คน
02:46
like the four people I discussed earlier.
เหมือนกับเรื่องสี่คนที่ผมได้กล่าวมาก่อนหน้านี้
02:48
So this is a slide of some of our initial results.
สไลด์นี่เป็นผลการศึกษาเบื้องต้น
02:51
It's 2,200 people in the year 2000.
ในคน 2,200 คน เมื่อปี 2000
02:54
Every dot is a person. We make the dot size
แต่ละจุด คือคนแต่ละคน เราใช้ขนาดของจุด
02:57
proportional to people's body size;
ตามสัดส่วนของขนาดร่างกาย
02:59
so bigger dots are bigger people.
ดังนั้น ถ้าจุดใหญ่ ก็หมายถึงคนตัวใหญ่
03:01
In addition, if your body size,
และถ้าขนาดร่างกายของคุณ
03:04
if your BMI, your body mass index, is above 30 --
เช่นถ้าดัชนีมวลกายของคุณเกิน 30
03:06
if you're clinically obese --
ถ้าคุณอยู่ในภาวะอ้วนผิดปกติ
03:08
we also colored the dots yellow.
เราก็ทำจุดเป็นสีเหลือง
03:10
So, if you look at this image, right away you might be able to see
ดังนั้น ถ้าคุณดูภาพนี้ ก็จะเห็นได้ทันทีว่า
03:12
that there are clusters of obese and
มันมีกลุ่มของคนอ้วน และ
03:14
non-obese people in the image.
กลุ่มของคนไม่อ้วนอยู่ในภาพ
03:16
But the visual complexity is still very high.
แต่มันก็ยังดูสับสนมาก
03:18
It's not obvious exactly what's going on.
เรายังเห็นสภาวะที่เกิดขึ้นได้ไม่ชัดเจนนัก
03:21
In addition, some questions are immediately raised:
ยิ่งไปกว่านั้น เราก็จะเริ่มเกิดคำถาม
03:24
How much clustering is there?
มีการเกาะกลุ่มกันมากแค่ไหน
03:26
Is there more clustering than would be due to chance alone?
มากกว่าการเกาะกลุ่มที่เกิดขึ้นโดยบังเอิญมั้ย
03:28
How big are the clusters? How far do they reach?
กลุ่มพวกนี้ใหญ่แค่ไหน แล้วจะกระจายไปถึงไหน
03:31
And, most importantly,
และที่สำคัญที่สุด
03:33
what causes the clusters?
กลุ่มก้อนเหล่านี้เกิดขึ้นได้อย่างไร
03:35
So we did some mathematics to study the size of these clusters.
เราก็เลยลองคำนวณดู เพื่อศึกษาขนาดของแต่ละกลุ่มนี้
03:37
This here shows, on the Y-axis,
ซึ่งก็แสดงไว้บนแกน Y ในรูปนี้
03:40
the increase in the probability that a person is obese
โอกาสที่คนจะเป็นโรคอ้วนที่สูงขึ้น
03:42
given that a social contact of theirs is obese
หากผู้คนที่เขามีปฏิสัมพันธ์ด้วยนั้น เป็นโรคอ้วน
03:45
and, on the X-axis, the degrees of separation between the two people.
และบนแกน X ซึ่งเป็นระยะห่างระหว่างคนสองคน
03:47
On the far left, you see the purple line.
บนแกนด้านซ้ายห่างออกไป คุณจะเห็นแท่งสีม่วง
03:50
It says that, if your friends are obese,
ซึ่งบอกเราว่า ถ้าเพื่อนเราอ้วน
03:52
your risk of obesity is 45 percent higher.
ความเสี่ยงที่คุณจะอ้วนก็จะเพิ่มขึ้น 45%
03:54
And the next bar over, the [red] line,
และแท่งถัดมา อันสีแดง
03:57
says if your friend's friends are obese,
บอกเราว่าถ้าเพื่อน ของเพื่อน ของคุณเป็นโรคอ้วน
03:59
your risk of obesity is 25 percent higher.
โอกาสที่คุณจะอ้วนก็เพิ่มขึ้นอีก 25%
04:01
And then the next line over says
และกราฟแท่งถัดมาบอกเราว่า
04:03
if your friend's friend's friend, someone you probably don't even know, is obese,
ถ้าเพื่อน ของเพื่อน ของเพื่อน คนที่คุณอาจจะไม่รู้จักด้วยซ้ำ เกิดเป็นโรคอ้วน
04:05
your risk of obesity is 10 percent higher.
คุณก็มีความเสี่ยงที่จะอ้วนเพิ่มขึ้น 10%
04:08
And it's only when you get to your friend's friend's friend's friends
เมื่อถึงเพื่อน ของเพื่อน ของเพื่อน ของเพื่อนเท่านั้น
04:11
that there's no longer a relationship
ที่จะไม่มีความสัมพันธ์กันเลย
04:14
between that person's body size and your own body size.
ระหว่างน้ำหนักของคนๆ นั้น กับน้ำหนักของตัวคุณเอง
04:16
Well, what might be causing this clustering?
เอาล่ะ แล้วอะไรเป็นต้นเหตุของการเกาะกลุ่มแบบนี้
04:20
There are at least three possibilities:
ก็มีโอกาสเป็นได้อย่างน้อยสามทาง
04:23
One possibility is that, as I gain weight,
ทางแรก พอฉันน้ำหนักขึ้น
04:25
it causes you to gain weight.
เป็นเหตุให้เธอน้ำหนักขึ้น
04:27
A kind of induction, a kind of spread from person to person.
ก็คล้ายๆ กับการเหนี่ยวนำ หรือการแพร่จากคนหนึ่ง ไปสู่อีกคนหนึ่ง
04:29
Another possibility, very obvious, is homophily,
อีกทางที่เป็นไปได้ ที่ค่อนข้างจะชัดเจนคือ ความคล้ายคลึงกันของสมาชิกในสังคม
04:32
or, birds of a feather flock together;
หรือ "นกที่มีขนสีเดียวกัน ก็จะอยู่ฝูงเดียวกัน"
04:34
here, I form my tie to you
หรือในกรณีนี้ ฉันสร้างความสัมพันธ์กับคุณ
04:36
because you and I share a similar body size.
เพราะเรามีขนาดตัวใกล้เคียงกัน
04:38
And the last possibility is what is known as confounding,
และทางสุดท้าย คือสิ่งที่เรียกว่าปัจจัยร่วมซ่อนเร้น
04:41
because it confounds our ability to figure out what's going on.
เพราะมันจะซ่อนเร้น และบดบัง ถึงกับทำให้เรามองไม่ออกว่านี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
04:43
And here, the idea is not that my weight gain
และถึงตรงนี้ ก็ไม่ใช่เรื่องว่าฉันน้ำหนักขึ้น
04:46
is causing your weight gain,
ก็เลยทำให้เธอน้ำหนักขึ้นไปด้วย
04:48
nor that I preferentially form a tie with you
แล้วก็ไม่ใช่เรื่องว่า ฉันสร้างความสัมพันธ์กับเธอ
04:50
because you and I share the same body size,
เพราะเรามีขนาดตัวใกล้เคียงกัน
04:52
but rather that we share a common exposure
แต่เป็นเพราะ เราเจออะไรๆ คล้ายๆ กัน
04:54
to something, like a health club
อย่างเช่นไปออกกำลังที่เดียวกัน
04:56
that makes us both lose weight at the same time.
เพื่อจะลดน้ำหนักไปพร้อมๆ กัน
04:59
When we studied these data, we found evidence for all of these things,
ตอนที่เราศึกษาข้อมูลเหล่านี้ เราก็พบหลักฐานของทุกเรื่องนี้
05:02
including for induction.
รวมไปถึงการเหนี่ยวนำด้วย
05:05
And we found that if your friend becomes obese,
และเราก็พบว่า ถ้าเพื่อนของเราอ้วน
05:07
it increases your risk of obesity by about 57 percent
เราจะมีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคอ้วนไปด้วยถึง 57%
05:09
in the same given time period.
ในช่วงเวลาเดียวกัน
05:12
There can be many mechanisms for this effect:
มันก็มีหลายวิธีที่ทำให้เกิดผลเช่นนั้น
05:14
One possibility is that your friends say to you something like --
ทางนึงก็อย่างเช่น เพื่อนคุณอาจจะพูดกับคุณว่า --
05:17
you know, they adopt a behavior that spreads to you --
ก็อย่างที่รู้กันล่ะ เพราะเขามีนิสัยที่กำลังจะแพร่มาหาคุณอยู่แล้ว
05:19
like, they say, "Let's go have muffins and beer,"
อย่างเช่น เขาพูดว่า "ไปกินมัฟฟิน กับเบียร์กันเถอะ"
05:22
which is a terrible combination. (Laughter)
ซึ่งเป็นการจับคู่ที่ไม่ค่อยเข้าท่าเท่าไหร่
05:25
But you adopt that combination,
แต่คุณก็ทำตาม
05:28
and then you start gaining weight like them.
แล้วคุณก็เริ่มจะน้ำหนักเพิ่มตามเขาไป
05:30
Another more subtle possibility
อีกอย่างที่น่าจะเป็นไปได้
05:33
is that they start gaining weight, and it changes your ideas
ก็คือ พอเพื่อนคุณน้ำหนักเพิ่ม ก็เลยเปลี่ยนความคิดของคุณ
05:35
of what an acceptable body size is.
เกี่ยวกับขนาดของร่างกายที่ดูเหมาะ
05:38
Here, what's spreading from person to person
นี่ก็เป็นสิ่งที่แพร่จากคนหนึ่ง ไปสู่อีกคนหนึ่ง
05:40
is not a behavior, but rather a norm:
มันไม่ได้เป็นนิสัย แต่เป็นวิถีปฏิบัติ
05:42
An idea is spreading.
เป็นแนวคิดหนึ่งที่แพร่กระจายออกไป
05:44
Now, headline writers
คราวนี้ คนเขียนพาดหัวข่าว
05:46
had a field day with our studies.
เห็นงานวิจัยของเราเป็นโอกาสทอง
05:48
I think the headline in The New York Times was,
ผมว่าพาดหัวข่าวของนิวยอร์ค ไทม์ส คงจะเป็น
05:50
"Are you packing it on?
"อ้วน?
05:52
Blame your fat friends." (Laughter)
โทษเพื่อนอ้วน"
05:54
What was interesting to us is that the European headline writers
เรื่องที่น่าสนใจคือว่า นักเขียนพาดหัวข่าวทางยุโรป
05:57
had a different take: They said,
ก็จะมองต่างไป เขาเขียนว่า
05:59
"Are your friends gaining weight? Perhaps you are to blame."
"เพื่อนของคุณน้ำหนักขึ้นรึ คุณอาจจะเป็นคนที่ต้องรับผิดชอบ"
06:01
(Laughter)
(หัวเราะ)
06:04
And we thought this was a very interesting comment on America,
เราคงจะคิดว่านี่เป็นคำติชมที่น่าสนใจมากสำหรับอเมริกา
06:09
and a kind of self-serving,
วิธีคิดที่เอาตัวเองเป็นใหญ่
06:12
"not my responsibility" kind of phenomenon.
เป็นปรากฏการณ์แบบ "นี่ไม่ใช่ความผิดชั้น"
06:14
Now, I want to be very clear: We do not think our work
คราวนี้ ผมอยากบอกให้ชัดนะครับ ว่าผมไม่คิดว่างานของเรา
06:16
should or could justify prejudice
ควรถูกใช้เป็นข้ออ้างในการมีอคติ
06:18
against people of one or another body size at all.
ต่อบุคคลขนาดตัวแบบใดแบบหนึ่งเลย
06:20
Our next questions was:
คำถามต่อมาก็คือ
06:24
Could we actually visualize this spread?
เราจะเห็นการแพร่กระจายนี้ได้หรือไม่
06:26
Was weight gain in one person actually spreading
คนที่น้ำหนักเพิ่ม จะแพร่ไปสู่คนอื่นๆ
06:29
to weight gain in another person?
และจะทำให้คนๆ นั้น น้ำหนักขึ้นได้ด้วยหรือ
06:31
And this was complicated because
เรื่องนี้มันซับซ้อน เพราะ
06:33
we needed to take into account the fact that the network structure,
เราต้องนับปัจจัยที่ว่า โครงสร้างของเครือข่าย
06:35
the architecture of the ties, was changing across time.
โครงสร้างของความสัมพันธ์ มันมีการเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา
06:38
In addition, because obesity is not a unicentric epidemic,
ยิ่งไปกว่านั้น โรคอ้วนนี่ก็ไม่ได้แพร่ระบาดจากจุดๆ เดียว
06:41
there's not a Patient Zero of the obesity epidemic --
มันไม่มีคนไข้ "หมายเลขศูนย์" ในการระบาดของโรคอ้วน
06:44
if we find that guy, there was a spread of obesity out from him --
ที่หากเราหาตัวเจอ เราจะพบการระบาดออกจากคนๆ นั้น
06:47
it's a multicentric epidemic.
แต่มันเป็นการแพร่ระบาดจากหลายแหล่ง
06:50
Lots of people are doing things at the same time.
มีผู้คนมากมาย ที่ทำอะไรพร้อมๆ กัน
06:52
And I'm about to show you a 30 second video animation
ผมจะให้คุณดูวิดีโอราว 30 วินาที
06:54
that took me and James five years of our lives to do.
ที่ผม และเจมส์ใช้เวลาทำมา 5 ปี
06:57
So, again, every dot is a person.
อีกครั้งนะครับ แต่ละจุด คือแต่ละคน
07:00
Every tie between them is a relationship.
เส้นที่โยงกัน คือความสัมพันธ์
07:02
We're going to put this into motion now,
เราจะปล่อยให้มันเคลื่อนไปนะครับ
07:04
taking daily cuts through the network for about 30 years.
ดูเป็นรายวัน ไปราวๆ 30 ปี
07:06
The dot sizes are going to grow,
ขนาดของจุดจะใหญ่ขึ้น
07:09
you're going to see a sea of yellow take over.
คุณจะได้เห็นคลื่นสีเหลืองที่จะเข้ายึดครอง
07:11
You're going to see people be born and die --
คุณจะได้เห็นผู้คนตั้งแต่เกิดจนตาย
07:14
dots will appear and disappear --
จุดจะปรากฎขึ้น และจะดับหายไป
07:16
ties will form and break, marriages and divorces,
ความสัมพันธ์จะก่อตัวขึ้น และจะแตกหัก มีการแต่งงาน และการหย่าร้าง
07:18
friendings and defriendings.
เป็นเพื่อนกัน และตัดขาดกัน
07:21
A lot of complexity, a lot is happening
มีความซับซ้อนมากมาย มีเรื่องราวเกิดขึ้นมากมาย
07:23
just in this 30-year period
นี่แค่เพียงใน 30 ปีนี้เท่านั้น
07:25
that includes the obesity epidemic.
ที่เกี่ยวกับการแพร่ระบาดของโรคอ้วน
07:27
And, by the end, you're going to see clusters
และเมื่อถึงตอนจบ คุณก็จะได้เห็นกลุ่มก้อน
07:29
of obese and non-obese individuals
ของคนที่อ้วน และไม่อ้วน
07:31
within the network.
ในเครือข่ายนี้
07:33
Now, when looked at this,
เมื่อเราดูที่เรื่องนี้
07:35
it changed the way I see things,
มันก็เปลี่ยนวิธีที่ผมมองเห็นสิ่งต่างๆ
07:38
because this thing, this network
เพราะสิ่งนี้ โครงข่ายนี้
07:41
that's changing across time,
มีการเปลี่ยนแปลงไปตามเวลา
07:43
it has a memory, it moves,
มันมีความทรงจำ มันเคลื่อนไหว
07:45
things flow within it,
มีการเคลื่อนไหวในตัวเอง
07:48
it has a kind of consistency --
แล้วก็ดูเหมือนจะมีความสม่ำเสมอ
07:50
people can die, but it doesn't die;
คนเราตายได้ แต่เครือข่ายไม่ตาย
07:52
it still persists --
มันยังอยู่คงทน
07:54
and it has a kind of resilience
ดูเหมือนมันจะฟื้นคืนตัวได้
07:56
that allows it to persist across time.
ซึ่งก็ทำให้มันคงสภาพอยู่ได้ข้ามกาลเวลา
07:58
And so, I came to see these kinds of social networks
ดังนั้น ผมจึงมองเครือข่ายทางสังคม
08:00
as living things,
เป็นสิ่งมีชีวิต
08:03
as living things that we could put under a kind of microscope
เป็นสิ่งมีชีวิต แบบที่เราสามารถจะเอาไปส่องดูด้วยกล้องจุลทรรศน์
08:05
to study and analyze and understand.
เพื่อศึกษา และวิเคราะห์ ทำความเข้าใจ
08:08
And we used a variety of techniques to do this.
ซึ่งเราก็ได้ใช้หลายวิธี
08:11
And we started exploring all kinds of other phenomena.
และเราก็เริ่มค้นหาปรากฏการณ์อย่างอื่น
08:13
We looked at smoking and drinking behavior,
เราดูที่พฤติกรรมการสูบบุหรี่ และการดื่ม
08:16
and voting behavior,
รวมถึงพฤติกรรมการลงคะแนน
08:18
and divorce -- which can spread --
และการหย่า --ซึ่งก็แพร่ได้ด้วย--
08:20
and altruism.
และการเห็นใจคนอื่น
08:22
And, eventually, we became interested in emotions.
ในที่สุด เราก็เริ่มสนใจในเรื่องอารมณ์
08:24
Now, when we have emotions,
เดี๋ยวนี้ ถ้าเราเกิดอารมณ์
08:28
we show them.
เราก็แสดงออก
08:30
Why do we show our emotions?
ทำไมเราถึงแสดงอารมณ์ล่ะ
08:32
I mean, there would be an advantage to experiencing
ผมหมายถึงว่า มันมีความได้เปรียบ ถ้าเราจะรับรู้
08:34
our emotions inside, you know, anger or happiness.
อารมณ์ของเราอยู่ข้างใน คุณก็รู้ใช่มั้ย อย่างความโกรธ หรือความสุข
08:36
But we don't just experience them, we show them.
แต่เราไม่ได้แค่รู้ เราแสดงมันออกมา
08:39
And not only do we show them, but others can read them.
แล้วเราก็ไม่ได้แสดงออกมาเฉยๆ แต่คนอื่นก็อ่านออกด้วย
08:41
And, not only can they read them, but they copy them.
และก็ไม่ใช่แค่เขาอ่านออกเท่านั้น แต่เขาลอกเลียนแบบด้วย
08:44
There's emotional contagion
มันมีการติดต่อกันทางอารมณ์
08:46
that takes place in human populations.
ซึ่งเกิดขึ้นในหมู่มนุษย์
08:48
And so this function of emotions
ดังนั้น การแสดงออกของอารมณ์
08:51
suggests that, in addition to any other purpose they serve,
บอกเราว่า นอกเหนือไปจากวัตถุประสงค์อื่นที่มันต้องการแล้ว
08:53
they're a kind of primitive form of communication.
มันเป็นการสื่อสารแบบดั้งเดิม
08:55
And that, in fact, if we really want to understand human emotions,
และที่จริง ถ้าเราอยากจะเข้าใจอารมณ์ของมนุษย์
08:58
we need to think about them in this way.
เราก็ควรจะมองมันแบบนี้
09:01
Now, we're accustomed to thinking about emotions in this way,
ตอนนี้ เราก็คุ้นชินที่จะมองอารมณ์ในแบบนี้
09:03
in simple, sort of, brief periods of time.
ในทางง่ายๆ แบบที่ใช้เวลาสั้นๆ
09:06
So, for example,
ตัวอย่างเช่น
09:09
I was giving this talk recently in New York City,
เมื่อไม่นานมานี้ ผมไปพูดที่นิวยอร์ค
09:11
and I said, "You know when you're on the subway
แล้วผมบอกว่า "คุณก็รู้นี่นา มันก็เหมือนตอนคุณอยู่บนรถไฟฟ้าใต้ดินนะแหละ
09:13
and the other person across the subway car
แล้วก็มีคนนึงอยู่ฝั่งตรงข้าม
09:15
smiles at you,
ยิ้มให้คุณ,
09:17
and you just instinctively smile back?"
แล้วคุณก็ยิ้มตอบ แบบไม่รู้ตัว"
09:19
And they looked at me and said, "We don't do that in New York City." (Laughter)
พวกเขาก็มองที่ผม แล้วบอกว่า "เราไม่ทำอย่างนั้นกันที่นิวยอร์ค" (หัวเราะ)
09:21
And I said, "Everywhere else in the world,
ผมก็บอกว่า "ที่ไหนๆ ในโลก,
09:24
that's normal human behavior."
ที่มนุษย์มีพฤติกรรมปกติ"
09:26
And so there's a very instinctive way
ดังนั้น มันก็เลยมีวิธีตามสัญชาตญาณ
09:28
in which we briefly transmit emotions to each other.
ที่เราจะส่งต่ออารมณ์ระหว่างกันได้
09:30
And, in fact, emotional contagion can be broader still.
และที่จริง การติดต่อทางอารมณ์ ก็ยังแพร่กว้างออกไปได้อีก
09:33
Like we could have punctuated expressions of anger,
เหมือนอย่างที่เราแสดงความโกรธแบบเป็นห้วงๆ
09:36
as in riots.
อย่างเวลาที่มีการชุมนุม
09:39
The question that we wanted to ask was:
ปัญหาที่เราอยากถามคือ
09:41
Could emotion spread,
อารมณ์ มีการแพร่กระจาย
09:43
in a more sustained way than riots, across time
ในแบบที่ยั่งยืนได้มากกว่าในการจลาจล หรืออยู่เหนือกาลเวลา
09:45
and involve large numbers of people,
และเกิดขึ้นในคนหมู่มากได้หรือไม่
09:48
not just this pair of individuals smiling at each other in the subway car?
ไม่ใช่แค่กับคนเป็นคู่ๆ ที่มองหน้ากันแล้วยิ้มในรถไฟฟ้า
09:50
Maybe there's a kind of below the surface, quiet riot
หรือมันอาจจะมีการจลาจลแบบไร้เสียง ที่ซ่อนตัวอยู่
09:53
that animates us all the time.
ที่เป็นแรงบันดาลใจเราอยู่ตลอดเวลา
09:56
Maybe there are emotional stampedes
หรืออาจจะมีความโกลาหลทางอารมณ์
09:58
that ripple through social networks.
ที่กระเพื่อมอยู่ทั่วโครงข่ายสังคมนี้
10:00
Maybe, in fact, emotions have a collective existence,
หรือบางที อารมณ์อาจจะอยู่กันเป็นกลุ่มก้อน
10:02
not just an individual existence.
ไมใช่เป็นของคนใด คนหนึ่ง
10:05
And this is one of the first images we made to study this phenomenon.
และนี่ก็เป็นภาพแรกๆ ที่เราศึกษาปรากฏการณ์นี้
10:07
Again, a social network,
อีกครั้งนะครับ นี่คือเครือข่ายสังคม
10:10
but now we color the people yellow if they're happy
คราวนี้ เราจะใช้สีเหลืองถ้าคนนั้นมีความสุข
10:12
and blue if they're sad and green in between.
ใช้สีฟ้าถ้าเขากำลังเศร้า แล้วก็ใช้สีเขียวถ้าอยู่ตรงกลาง
10:15
And if you look at this image, you can right away see
และถ้าคุณดูที่รูปนี้ ก็จะเห็นได้ทันที
10:18
clusters of happy and unhappy people,
ว่ามีกลุ่มของคนที่มีความสุข และคนที่ไม่มีความสุข
10:20
again, spreading to three degrees of separation.
และเหมือนกันครับ มีการแพร่กระจายออกไปสามลำดับความสัมพันธ์
10:22
And you might form the intuition
และคุณก็อาจจะเกิดสัญชาตญาณว่า
10:24
that the unhappy people
คนที่ไม่มีความสุข
10:26
occupy a different structural location within the network.
จะยึดพื้นที่ต่างๆ กันไปในเครือข่าย
10:28
There's a middle and an edge to this network,
จะมีบริเวณตรงกลาง กับที่ขอบๆ ของเครือข่าย
10:31
and the unhappy people seem to be
และคนที่ไม่มีความสุขก็ดูเหมือน
10:33
located at the edges.
จะชอบอยู่ที่ชายขอบ
10:35
So to invoke another metaphor,
ซึ่งก็ก่อให้เกิดคำเปรียบเทียบอีกอย่างหนึ่ง
10:37
if you imagine social networks as a kind of
ถ้าคิดว่าโครงข่ายทางสังคมเป็น
10:39
vast fabric of humanity --
เส้นใยของความสัมพันธ์
10:41
I'm connected to you and you to her, on out endlessly into the distance --
ฉันเชื่อมโยงกับคุณ และคุณก็เชื่อมต่อกับเธอ ต่อเนื่องไกลออกไปเรื่อยๆ ไม่มีวันจบ
10:43
this fabric is actually like
เส้นใยเหล่านี้ก็เหมือน
10:46
an old-fashioned American quilt,
การเย็บควิ้ลแบบดั้งเดิมของอเมริกัน
10:48
and it has patches on it: happy and unhappy patches.
แล้วมันก็มีแผ่นๆ มาปะติดปะต่อ มีแผ่นของความสุข แล้วก็มีแผ่นของความเศร้า
10:50
And whether you become happy or not
และโอกาสที่คุณจะมีความสุขหรือไม่
10:53
depends in part on whether you occupy a happy patch.
ส่วนหนึ่งมันขึ้นอยู่กับว่าแผ่นปะที่คุณมีนั่น เป็นแผ่นที่เป็นความสุขหรือเปล่า
10:55
(Laughter)
(หัวเราะ)
10:58
So, this work with emotions,
ดังนั้น การศึกษาเรื่องอารมณ์นี้
11:00
which are so fundamental,
ซึ่งเป็นเรื่องพื้นฐานอย่างที่สุด
11:03
then got us to thinking about: Maybe
ก็ทำให้เราคิดว่า บางที
11:05
the fundamental causes of human social networks
ปัจจัยพื้นฐานที่ทำให้เกิดเครือข่ายสังคมของมนุษย์
11:07
are somehow encoded in our genes.
มันอาจจะมีรหัสฝังอยู่ในยีนของเราอยู่แล้ว
11:09
Because human social networks, whenever they are mapped,
เพราะไม่ว่าเมื่อไหร่ที่เราทำแผนที่ของเครือข่ายสังคม
11:11
always kind of look like this:
มันก็ออกมาหน้าตาคล้ายๆ แบบนี้ทุกที
11:14
the picture of the network.
รูปแบบของเครือข่าย
11:16
But they never look like this.
แต่มันไม่ออกมาเป็นแบบนี้
11:18
Why do they not look like this?
ทำไมมันไม่ออกมาเป็นแบบนี้ล่ะ
11:20
Why don't we form human social networks
ทำไมเราไม่สร้างเครือข่ายทางสังคม
11:22
that look like a regular lattice?
ที่มีรูปร่างเหมือนตาข่ายปกติล่ะ
11:24
Well, the striking patterns of human social networks,
ใช่ครับ รูปแบบที่โดดเด่นของเครือข่ายทางสังคมของมนุษย์
11:26
their ubiquity and their apparent purpose
ที่เห็นได้ทั่วไป และมีวัตถุประสงค์ชัดเจน
11:29
beg questions about whether we evolved to have
ทำให้เกิดคำถามว่า เราวิวัฒนาการเพื่อให้เกิด
11:32
human social networks in the first place,
เครือข่ายทางสังคมมาตั้งแต่แรก
11:34
and whether we evolved to form networks
หรือเราวิวัฒนาการ เพื่อสร้างเครือข่าย
11:36
with a particular structure.
ที่มีรูปแบบที่กำหนดไว้ก่อนแล้ว
11:38
And notice first of all -- so, to understand this, though,
และโปรดสังเกตนะครับ...และเพื่อจะทำความเข้าใจกับเรื่องนี้
11:40
we need to dissect network structure a little bit first --
เราก็ต้องชำแหละโครงสร้างของเครือข่ายนี่ออกมาซักหน่อยก่อน
11:42
and notice that every person in this network
ให้สังเกตนะครับว่า ทุกๆ คนในเครือข่าย
11:45
has exactly the same structural location as every other person.
มีโครงสร้างที่อยู่ที่เหมือนกันกับคนอื่นๆ
11:47
But that's not the case with real networks.
แต่ถ้าเป็นเครือข่ายจริงๆ มันก็จะไม่เป็นแบบนั้น
11:50
So, for example, here is a real network of college students
เพื่อเป็นตัวอย่างนะครับ นี่คือเครือข่ายจริงๆ ของนักศึกษา
11:53
at an elite northeastern university.
ในมหาวิทยาลัยชั้นนำแห่งหนึ่งทางตะวันออกเฉียงเหนือ
11:55
And now I'm highlighting a few dots.
แล้วผมก็จะเน้นที่บางจุดนะครับ
11:58
If you look here at the dots,
ถ้าคุณดูที่จุดพวกนี้
12:00
compare node B in the upper left
เปรียบเทียบ จุด B ด้านบนซ้าย
12:02
to node D in the far right;
กับจุด D ที่ด้านขวา
12:04
B has four friends coming out from him
B มีเพื่อน 4 คน
12:06
and D has six friends coming out from him.
ส่วน D มีเพื่อน 6 คน
12:08
And so, those two individuals have different numbers of friends.
นักศึกษาสองคนนี้ก็มีเพื่อนเป็นจำนวนต่างกัน
12:11
That's very obvious, we all know that.
นี่มันชัดเจน เราก็เห็นๆ กัน
12:14
But certain other aspects
แต่ปัจจัยอื่น
12:16
of social network structure are not so obvious.
ของเครือข่ายทางสังคม มันไม่ชัดเจนอย่างนั้น
12:18
Compare node B in the upper left to node A in the lower left.
ลองเปรียบเทียบจุด B ที่ด้านบนซ้าย กับ A ที่มุมล่างซ้าย
12:20
Now, those people both have four friends,
ทั้งสองคนมีเพื่อน 4 คนเท่ากัน
12:23
but A's friends all know each other,
แต่เพื่อนของ A ต่างก็รู้จักกันเองด้วย
12:26
and B's friends do not.
แต่เพื่อนของ B ไม่
12:28
So the friend of a friend of A's
ดังนั้น เพื่อนของเพื่อนของ A
12:30
is, back again, a friend of A's,
ก็จะกลายมาเป็นเพื่อนของ A อีก
12:32
whereas the friend of a friend of B's is not a friend of B's,
ในขณะที่เพื่อนของเพื่อนของ B จะไม่กลายมาเป็นเพื่อนของ B
12:34
but is farther away in the network.
แต่จะอยู่ไกลออกไปในเครือข่าย
12:36
This is known as transitivity in networks.
ที่เราเรียกกันว่าการส่งต่อกันในเครือข่าย
12:38
And, finally, compare nodes C and D:
และสุดท้าย ลองเรียบเทียบจุด C กับจุด D
12:41
C and D both have six friends.
C และ D ต่างก็มีเพื่อน 6 คน
12:43
If you talk to them, and you said, "What is your social life like?"
ถ้าคุณคุยกับเขา แล้วถามว่า "สังคมของคุณเป็นยังไง?"
12:46
they would say, "I've got six friends.
เขาก็คงจะตอบว่า "ผมมีเพื่อน 6 คน
12:49
That's my social experience."
นั่นละสังคมของผม"
12:51
But now we, with a bird's eye view looking at this network,
แต่ตอนนี้ เรามองเห็นเครือข่ายนี้จากมุมสูง
12:53
can see that they occupy very different social worlds.
เราเลยเห็นว่าแต่ละคนก็มีโลกที่แตกต่างกันไป
12:56
And I can cultivate that intuition in you by just asking you:
และผมก็ใช้ประโยชน์จากความรู้นี้จากคุณ โดยการแค่ถามว่า
12:59
Who would you rather be
คุณอยากจะเป็นใคร
13:01
if a deadly germ was spreading through the network?
ถ้ามีเชื้อมรณะกำลังแพร่กระจายอยู่ในโครงข่ายนี้
13:03
Would you rather be C or D?
คุณอยากจะเป็น C หรือ D
13:05
You'd rather be D, on the edge of the network.
คุณคงอยากจะเป็น D ที่อยู่ตรงขอบๆ ของเครือข่าย
13:08
And now who would you rather be
แล้วคราวนี้ คุณอยากจะเป็นใคร
13:10
if a juicy piece of gossip -- not about you --
ถ้ามีเรื่องเม้าท์มันๆ ที่ไม่เกี่ยวกับคุณ
13:12
was spreading through the network? (Laughter)
กระจายอยู่ในเครือข่ายนี้
13:15
Now, you would rather be C.
คราวนี้ คุณคงอยากเป็น C
13:17
So different structural locations
ดังนั้น ที่อยู่ที่ต่างกันออกไป
13:19
have different implications for your life.
ก็มีผลต่อชีวิตของคุณต่างกัน
13:21
And, in fact, when we did some experiments looking at this,
และที่จริง ตอนที่เราทดลองเรื่องนี้
13:23
what we found is that 46 percent of the variation
เราพบว่า 46% ของความแตกต่าง
13:26
in how many friends you have
ของจำนวนเพื่อนที่คุณมี
13:29
is explained by your genes.
อธิบายได้ด้วยยีนของคุณ
13:31
And this is not surprising. We know that some people are born shy
แต่นี่ก็ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ เราก็รู้กันอยู่แล้วว่าบางคนก็เกิดมาขี้อาย
13:33
and some are born gregarious. That's obvious.
แล้วบางคนก็เกิดมาชอบสังคม นั่นมันชัดเจน
13:36
But we also found some non-obvious things.
แต่เราได้พบบางอย่างที่มันไม่ชัดเจนอย่างนั้นด้วย
13:39
For instance, 47 percent in the variation
ตัวอย่างเช่น 47% ของความแตกต่าง
13:41
in whether your friends know each other
ในเรื่องที่เพื่อนของคุณจะรู้จักกันเอง
13:44
is attributable to your genes.
ก็อธิบายได้ด้วยยีนของคุณเองด้วย
13:46
Whether your friends know each other
การที่เพื่อนของคุณ เขาจะรู้จักกันเองหรือไม่
13:48
has not just to do with their genes, but with yours.
ไม่ได้เป็นเรื่องที่อยู่ในยีนของเขาเองเท่านั้น แต่มันอยู่ในยีนของคุณด้วย
13:50
And we think the reason for this is that some people
เราคิดว่า เหตุผลของเรื่องนี้ก็คือ บางคน
13:53
like to introduce their friends to each other -- you know who you are --
ก็ชอบแนะนำเพื่อนของตัวเองให้เพื่อนรู้จักด้วย --คุณก็รู้นี่นาว่าคุณเป็นใคร--
13:55
and others of you keep them apart and don't introduce your friends to each other.
และก็มีคนอีกพวกนึงที่อยากจะแยกๆ กันไว้ เขาก็จะไม่แนะนำให้เพื่อนรู้จักกัน
13:58
And so some people knit together the networks around them,
ดังนั้น บางคนก็ถักทอโครงข่ายไว้รอบๆ ตัว
14:01
creating a kind of dense web of ties
สร้างเป็นเส้นใยหนาแน่นผูกมัดกัน
14:04
in which they're comfortably embedded.
เป็นที่ๆ เขาฝังตัวอยู่อย่างสบาย
14:06
And finally, we even found that
และสุดท้าย เราก็ยังพบแม้กระทั่งว่า
14:08
30 percent of the variation
30% ของความแตกต่าง
14:10
in whether or not people are in the middle or on the edge of the network
ที่คนจะอยู่ตรงกลาง หรืออยู่ที่ริมของเครือข่าย
14:12
can also be attributed to their genes.
ก็ขึ้นอยู่กับยีนของเขาด้วย
14:15
So whether you find yourself in the middle or on the edge
ดังนั้น การทีคุณจะพบว่าตัวเองอยู่ตรงกลาง หรือเป็นคนชายขอบ
14:17
is also partially heritable.
มันเป็นเรื่องที่ได้รับตกทอดมาก่อนแล้ว
14:19
Now, what is the point of this?
เอาละ แล้วประเด็นมันคืออะไร?
14:22
How does this help us understand?
เรื่องนี้จะช่วยให้เราเข้าใจโลกได้ยังไง?
14:25
How does this help us
เรื่องนี้จะช่วยเรา
14:27
figure out some of the problems that are affecting us these days?
ให้ค้นพบทางแก้ปัญหา ที่มีผลต่อเราในทุกวันนี้ได้ยังไง?
14:29
Well, the argument I'd like to make is that networks have value.
ครับ เรื่องที่ผมอยากจะบอกก็คือ เครือข่ายนั้นมีคุณค่า
14:33
They are a kind of social capital.
มันเป็นต้นทุนทางสังคม
14:36
New properties emerge
มันมีคุณสมบัติใหม่ๆ เกิดขึ้น
14:39
because of our embeddedness in social networks,
เพราะการที่เราอยู่เป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายทางสังคม
14:41
and these properties inhere
และคุณสมบัติเหล่านี้ มันจะคงอยู่
14:43
in the structure of the networks,
ในโครงสร้างของเครือข่าย
14:46
not just in the individuals within them.
ไม่ใช่แต่เฉพาะในคนแต่ละคนในเครือข่ายนี้เท่านั้น
14:48
So think about these two common objects.
ลองคิดถึงของสองอย่างนี้
14:50
They're both made of carbon,
ทั้งคู่ต่างก็มีคาร์บอนเป็นองค์ประกอบ
14:52
and yet one of them has carbon atoms in it
แต่ในของอย่างนึงมีอะตอมของคาร์บอน
14:54
that are arranged in one particular way -- on the left --
ที่เรียงตัวกันแบบนึง อย่างภาพทางซ้าย
14:57
and you get graphite, which is soft and dark.
แล้วคุณก็ได้กราไฟต์ ซึ่งนิ่มและเป็นสีดำ
15:00
But if you take the same carbon atoms
แต่ถ้าคุณเอาอะตอมของคาร์บอน
15:03
and interconnect them a different way,
มาเรียงตัวในอีกรูปแบบนึง
15:05
you get diamond, which is clear and hard.
คุณจะได้เพชร ซึ่งใสและแข็ง
15:07
And those properties of softness and hardness and darkness and clearness
คุณสมบัติที่นิ่ม หรือแข็ง หรือดำ หรือใส
15:10
do not reside in the carbon atoms;
ไม่ได้อยู่ในอะตอมของคาร์บอน
15:13
they reside in the interconnections between the carbon atoms,
แต่อยู่ที่การจัดเรียงตัวของมันต่างหาก
15:15
or at least arise because of the
หรืออย่างน้อย มันก็เกิดขึ้นเพราะ
15:18
interconnections between the carbon atoms.
การเชื่อมโยงกันของอะตอมคาร์บอน
15:20
So, similarly, the pattern of connections among people
ก็คล้ายกันนะครับ รูปแบบของความสัมพันธ์ของมนุษย์
15:22
confers upon the groups of people
ก็เกิดขึ้นในกลุ่มคน
15:25
different properties.
ที่มีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน
15:28
It is the ties between people
ความยึดโยงระหว่างผู้คนต่างหากเล่า
15:30
that makes the whole greater than the sum of its parts.
ที่ทำให้ภาพรวมออกมายิ่งใหญ่กว่าผลบวกของแต่ละคน
15:32
And so it is not just what's happening to these people --
แล้วนี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นกับคนเหล่านี้เท่านั้น
15:35
whether they're losing weight or gaining weight, or becoming rich or becoming poor,
ว่าเขากำลังลดน้ำหนัก หรือทำน้ำหนัก หรือกำลังรวยขึ้น หรือกำลังจนลง
15:38
or becoming happy or not becoming happy -- that affects us;
หรือกำลังมีความสุขหรือว่าไม่มีความสุข--ที่จะส่งผลต่อเรา
15:41
it's also the actual architecture
แต่มันเป็นโครงสร้างจริงๆ
15:44
of the ties around us.
ที่ยึดโยงล้อมรอบเราไว้
15:46
Our experience of the world
ประสบการณ์ของเราบนโลกใบนี้
15:48
depends on the actual structure
ขึ้นอยู่กับโครงสร้างจริงๆ
15:50
of the networks in which we're residing
ของเครือข่ายที่เราอาศัยอยู่
15:52
and on all the kinds of things that ripple and flow
และขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ที่กระเพื่อม และเคลื่อนไหว
15:54
through the network.
ไปทั่วเครือข่าย
15:57
Now, the reason, I think, that this is the case
คราวนี้ ผมก็คิดว่า เหตุผลที่เรื่องนี้จะเป็นเรื่อง
16:00
is that human beings assemble themselves
ก็คือว่า มนุษย์ จะมีการรวมกลุ่มกัน
16:03
and form a kind of superorganism.
คล้ายระบบร่างกายขนาดใหญ่
16:05
Now, a superorganism is a collection of individuals
ระบบร่างกายขนาดใหญ่ ซึ่งเกิดขึ้นจากการรวมกลุ่มของคน
16:09
which show or evince behaviors or phenomena
ที่แสดง หรือเปิดเผยพฤติกรรม หรือปรากฏการณ์
16:12
that are not reducible to the study of individuals
ที่ไม่สามารถแยกออกไปสู่การศึกษาเป็นรายเดี่ยวๆ ได้
16:15
and that must be understood by reference to,
และต้องทำความเข้าใจกับมันในลักษณะ
16:18
and by studying, the collective.
ของการศึกษาทั้งกลุ่ม
16:20
Like, for example, a hive of bees
อย่างเช่นฝูงผึ้ง
16:22
that's finding a new nesting site,
ที่มองหาที่สร้างรังใหม่
16:25
or a flock of birds that's evading a predator,
หรือฝูงนกที่หลบหนีศัตรูนักล่า
16:28
or a flock of birds that's able to pool its wisdom
หรือฝูงนกที่สามารถจะรวมหัวกัน
16:30
and navigate and find a tiny speck
เพื่อจะกำหนดทิศทาง และหายอดเล็กๆ
16:33
of an island in the middle of the Pacific,
ของเกาะกลางมหาสมุทรแปซิฟิค
16:35
or a pack of wolves that's able
หรือฝูงหมาป่าที่สามารถ
16:37
to bring down larger prey.
ล่าสัตว์ที่ใหญ่กว่าได้
16:39
Superorganisms have properties
ระบบร่างกายขนาดใหญ่ มีคุณสมบัติ
16:42
that cannot be understood just by studying the individuals.
ที่หากเรามองจากแต่ละคนเดี่ยวๆ แล้วก็จะทำความเข้าใจไม่ได้เลย
16:44
I think understanding social networks
ผมคิดว่า การจะเข้าใจโครงข่ายสังคม
16:47
and how they form and operate
การก่อตัว และการทำงานของมัน
16:49
can help us understand not just health and emotions
จะช่วยเราได้ทั้งทางด้านสุขภาพ และทางอารมณ์
16:51
but all kinds of other phenomena --
และปรากฏการณ์อื่นๆด้วย
16:54
like crime, and warfare,
อย่างเช่น อาชญากรรม และสงคราม
16:56
and economic phenomena like bank runs
หรือปรากฏการณ์ทางเศรษฐกิจ อย่างเช่นธนาคารเจ๊ง
16:58
and market crashes
หรือตลาดหุ้นถล่ม
17:00
and the adoption of innovation
และการยอมรับเอานวัตกรรมใหม่ๆ
17:02
and the spread of product adoption.
หรือการแพร่กระจายของการใช้สินค้า
17:04
Now, look at this.
ลองดูนี่นะครับ
17:06
I think we form social networks
ผมคิดว่า เราได้สร้างโครงข่ายสังคม
17:09
because the benefits of a connected life
เพราะมันมีผลประโยชน์ของความสัมพันธ์ในชีวิต
17:11
outweigh the costs.
สูงกว่าต้นทุน
17:13
If I was always violent towards you
ถ้าผมทำอะไรรุนแรงกับคุณบ่อยๆ
17:16
or gave you misinformation
หรือให้ข้อมูลคุณผิดๆ เป็นประจำ
17:18
or made you sad or infected you with deadly germs,
หรือทำให้คุณเศร้า หรือเอาเชื้อมรณะมาแพร่ใส่คุณ
17:20
you would cut the ties to me,
คุณก็คงเลิกคบผม
17:23
and the network would disintegrate.
และเครือข่ายนั้นก็แยกออกจากกัน
17:25
So the spread of good and valuable things
ดังนั้น การส่งต่อเรื่องดีๆ และสิ่งที่มีคุณค่า
17:27
is required to sustain and nourish social networks.
ก็เป็นเรื่องจำเป็นในการที่จะรักษา และฟูมฟักโครงข่ายทางสังคมเอาไว้
17:30
Similarly, social networks are required
และก็คล้ายๆ กัน โครงข่ายสังคมก็ต้องการ
17:34
for the spread of good and valuable things,
การกระสิ่งดีๆ และมีคุณค่า
17:36
like love and kindness
อย่างเช่นความรัก และความปรารถนาดี
17:39
and happiness and altruism
ความสุข และการเห็นแก่ประโยชน์ของผู้อื่น
17:41
and ideas.
และความคิดดีๆ
17:43
I think, in fact, that if we realized
อันที่จริง ผมคิดว่าถ้าเราตระหนัก
17:45
how valuable social networks are,
ว่าโครงข่ายสังคมมีค่าแค่ไหน
17:47
we'd spend a lot more time nourishing them and sustaining them,
เราก็คงจะใช้เวลามากขึ้นในการดูแล รักษามันไว้
17:49
because I think social networks
เพราะผมคิดว่า โครงข่ายสังคม
17:52
are fundamentally related to goodness.
เป็นพื้นฐานของเรื่องดีๆ
17:54
And what I think the world needs now
และสิ่งที่ผมคิดว่าโลกเรากำลังต้องการก็คือ
17:57
is more connections.
ความสัมพันธ์ที่มากขึ้น
17:59
Thank you.
ขอบคุณครับ
18:01
(Applause)
(ปรบมือ)
18:03
Translated by Korawan Kitsommart
Reviewed by Paninya Masrangsan

▲Back to top

About the Speaker:

Nicholas Christakis - Physician, social scientist
Nicholas Christakis explores how the large-scale, face-to-face social networks in which we are embedded affect our lives, and what we can do to take advantage of this fact.

Why you should listen

People aren't merely social animals in the usual sense, for we don't just live in groups. We live in networks -- and we have done so ever since we emerged from the African savannah. Via intricately branching paths tracing out cascading family connections, friendship ties, and work relationships, we are interconnected to hundreds or even thousands of specific people, most of whom we do not know. We affect them and they affect us.

Nicholas Christakis' work examines the biological, psychological, sociological, and mathematical rules that govern how we form these social networks, and the rules that govern how they shape our lives. His work shows how phenomena as diverse as obesity, smoking, emotions, ideas, germs, and altruism can spread through our social ties, and how genes can partially underlie our creation of social ties to begin with. His work also sheds light on how we might take advantage of an understanding of social networks to make the world a better place.

At Yale, Christakis is a Professor of Social and Natural Science, and he directs a diverse research group in the field of biosocial science, primarily investigating social networks. His popular undergraduate course "Health of the Public" is available as a podcast. His book, Connected, co-authored with James H. Fowler, appeared in 2009, and has been translated into 20 languages. In 2009, he was named by Time magazine to its annual list of the 100 most influential people in the world, and also, in 2009 and 2010, by Foreign Policy magazine to its list of 100 top global thinkers

More profile about the speaker
Nicholas Christakis | Speaker | TED.com