English-Video.net comment policy

The comment field is common to all languages

Let's write in your language and use "Google Translate" together

Please refer to informative community guidelines on TED.com

TEDIndia 2009

Pranav Mistry: The thrilling potential of SixthSense technology

พรานาฟ มิสทรี่: ความน่าตื่นตาตื่นใจของศักยภาพที่สามารถพัฒนาได้สำหรับเทคโนโลยี สัมผัสที่หก

Filmed
Views 16,209,805

ณ TEDIndia พรานาฟ มิสทรี่ได้นำเสนอเครื่องมือที่สามารถเชื่อมโยงโลกวัตถุจริงเข้ากับโลกของข้อมูล เราจะได้เห็นอุปกรณ์สัมผัสที่หกของเขาอย่างหมดเปลือก และคอมพิวเตอร์แล็ปท๊อปกระดาษ ระหว่างช่วงตอบคำถามบนเวทีในตอนท้าย เขาได้กล่าวอีกว่าจะเปิดเผยซอฟต์แวร์เหล่านี้ให้กับสาธารณชนที่ต้องการพัฒนาอุปกรณ์สัมผัสที่หกด้วยตนเอง

- Director of research, Samsung Research America
As an MIT grad student, Pranav Mistry invented SixthSense, a wearable device that enables new interactions between the real world and the world of data. Full bio

We grew up
เราโตขึ้นมา
00:15
interacting with the physical objects around us.
พร้อมๆกับการได้หยิบจับสิ่งของต่างๆรอบตัวเรา
00:17
There are an enormous number of them
สิ่งของเหล่านั้นมีจำนวนมากมายมหาศาล
00:20
that we use every day.
ที่เราใช้อยู่ทุกวัน
00:22
Unlike most of our computing devices,
มันต่างกับอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ส่วนใหญ่
00:24
these objects are much more fun to use.
เพราะของเหล่านี้ ใช้ได้สนุกกว่ามาก
00:27
When you talk about objects,
เมื่อคุณพูดถึงสิ่งของ
00:30
one other thing automatically comes attached to that thing,
จะมีอีกอย่างที่มากควบคู่กับมันโดยอัตโนมัติ
00:33
and that is gestures:
และนั่นก็คือ "การใช้ท่าทาง"
00:36
how we manipulate these objects,
เพื่อหยิบจับแก้ไขสิ่งของ
00:38
how we use these objects in everyday life.
ที่เราใช้อยู่ทุกวันในชีวิตประจำวัน
00:40
We use gestures not only to interact with these objects,
เราใช้ท่าทาง ไม่ใช่แค่เพื่อการปฏิสัมพันธ์กับสิ่งของเหล่านี้เท่านั้น
00:43
but we also use them to interact with each other.
แต่เรายังใช้มันเพื่อติดต่อกับคนอื่นๆอีกด้วย
00:46
A gesture of "Namaste!", maybe, to respect someone,
เช่น ท่าทางของการ "นมัสเต" แสดงถึงการเคารพต่อบุคคล
00:48
or maybe --
หรือบางครั้ง...
00:51
in India I don't need to teach a kid that this means
ในอินเดีย ผมไม่จำเป็นต้องสอนเด็กๆเลย ว่าท่านี้
00:52
"four runs" in cricket.
หมายถึง "ได้สี่แต้ม" ในกีฬาคริกเกต
00:54
It comes as a part of our everyday learning.
มันเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ในแต่ละวัน
00:56
So, I am very interested,
ดังนั้น ผมจึงสนใจมาก
00:59
from the beginning, that how --
ตั้งแต่ต้นเลย ว่า...
01:01
how our knowledge
ความเข้าใจของเรา
01:03
about everyday objects and gestures,
ที่มีต่อของใช้ประจำวัน และการใช้ท่าทางต่างๆ
01:05
and how we use these objects,
รวมถึงวิธีการใช้สิ่งของเหล่านี้
01:07
can be leveraged to our interactions with the digital world.
จะสามารถนำมาสู่การเชื่อมโยงกันในโลกดิจิตอลได้หรือไม่
01:09
Rather than using a keyboard and mouse,
แทนที่เราจะใช้คีย์บอร์ดหรือเมาส์
01:12
why can I not use my computer
ทำไมผมไม่ใช้คอมพิวเตอร์
01:15
in the same way that I interact in the physical world?
ในแบบเดียวกับที่ ผมใช้สิ่งของในโลกวัตถุจริงนี้
01:18
So, I started this exploration around eight years back,
ดังนั้น ผมจึงเริ่มการสำรวจนี้เมื่อ 8 ปีที่แล้ว
01:21
and it literally started with a mouse on my desk.
จริงๆแล้วมันเริ่มจากเมาส์บนโต๊ะของผม
01:24
Rather than using it for my computer,
แทนที่จะใช้มันกับคอมพิวเตอร์
01:27
I actually opened it.
ผมก็แกะมันออกมา
01:30
Most of you might be aware that, in those days,
พวกคุณคงจะทราบว่า ในสมัยนั้น
01:33
the mouse used to come with a ball inside,
เมาส์จะมีลูกกลมๆลูกหนึ่ง
01:35
and there were two rollers
กับลูกกลิ้งอีกสองอัน
01:37
that actually guide the computer where the ball is moving,
ซึ่งบอกคอมพิวเตอร์ว่าลูกบอลเคลื่อนที่ไปทางไหน
01:39
and, accordingly, where the mouse is moving.
ซึ่งเป็นตัวบอกว่าเมาส์ถูกขยับไปทางไหน
01:42
So, I was interested in these two rollers,
ผมจึงสนใจในลูกกลิ้งสองลูกนี้มาก
01:44
and I actually wanted more, so I borrowed another mouse from a friend --
และผมก็อยากได้มากกว่าเดิมด้วย ผมเลยขอยืมเมาส์จากเพื่อน
01:47
never returned to him --
และก็ไม่ได้เอาไปคืนอีกเลย
01:50
and I now had four rollers.
ตอนนี้ ผมมีลูกกลิ้งสี่ลูก
01:52
Interestingly, what I did with these rollers is,
ที่น่าสนใจก็คือ ผมจะทำอะไรกับลูกกลิ้งเหล่านี้
01:54
basically, I took them off of these mouses
ตอนแรกผมถอดมันออกมาจากเมาส์
01:57
and then put them in one line.
แล้วเรียงเป็นแถวเดียวกัน
02:00
It had some strings and pulleys and some springs.
มีสาย มีรอก และสปริง
02:02
What I got is basically a gesture interface device
สิ่งที่ผมได้ ก็คือเครื่องมือประกอบท่าทาง
02:05
that actually acts as a motion-sensing device
และมันก็ทำหน้าที่เหมือนกับเครื่องมือรับประสาทสัมผัสการเคลื่อนไหว
02:08
made for two dollars.
ที่ทำขึ้นจากเงินเพียงสองดอลลาร์
02:12
So, here, whatever movement I do in my physical world
และเมื่อใดก็ตามที่ผมเคลื่อนไหวร่างกาย
02:14
is actually replicated inside the digital world
มันจะถูกทำซ้ำในโลกดิจิตอล
02:17
just using this small device that I made, around eight years back,
แค่ใช้เจ้าเครื่องมือเล็กๆ ที่ผมทำขึ้น ประมาณแปดปีที่แล้ว
02:20
in 2000.
ในปี 2000
02:23
Because I was interested in integrating these two worlds,
เพราะผมสนใจที่จะรวมเอาสองโลกนี้เข้าไว้ด้วยกัน
02:25
I thought of sticky notes.
ผมเลยนึกถึงกระดาษโน๊ต
02:27
I thought, "Why can I not connect
ผมคิดว่า ทำไมผมไม่แปะกระดาษโน๊ต
02:29
the normal interface of a physical sticky note
ที่ใช้กันทุกวันนี้
02:32
to the digital world?"
ลงในโลกดิจิตอลล่ะ
02:34
A message written on a sticky note to my mom
ข้อความที่ผมเขียนบอกแม่
02:36
on paper
บนกระดาษ
02:38
can come to an SMS,
สามารถกลายเป็นข้อความ SMS
02:39
or maybe a meeting reminder
หรือบางทีเป็นเครื่องเตือนความจำในที่ประชุม
02:41
automatically syncs with my digital calendar --
ซึ่งจะไปอัพเดทกับปฏิทินบนคอมพิวเตอร์ทันที
02:43
a to-do list that automatically syncs with you.
รายการช่วยจำก็ถูกอัพเดทอัตโนมัติ
02:45
But you can also search in the digital world,
นอกจากนี้คุณยังสามารถค้นหาข้อมูลในโลกดิจิตอลได้
02:48
or maybe you can write a query, saying,
หรือบางทีคุณอาจจะเขียนคำถาม
02:51
"What is Dr. Smith's address?"
"ด็อกเตอร์สมิทพักอยู่ที่ไหน?"
02:53
and this small system actually prints it out --
และเจ้าระบบเล็กๆนี้จะพิมพ์มันออกมา
02:55
so it actually acts like a paper input-output system,
ความจริงแล้วมันก็เหมือนกับระบบรับ-ส่งข้อมูลบนกระดาษ
02:57
just made out of paper.
ทว่ามันไม่ได้ทำจากกระดาษ
02:59
In another exploration,
อีกตัวอย่างการสำรวจ
03:05
I thought of making a pen that can draw in three dimensions.
ผมคิดที่จะทำปากกาที่สามารถวาดรูปสามมิติได้
03:07
So, I implemented this pen
ดังนั้น ผมจึงประดิษฐ์ปากกานี้ขึ้น
03:10
that can help designers and architects
เพื่อช่วยนักออกแบบและสถาปนิก
03:12
not only think in three dimensions,
ไม่ใช่แค่คิดในมุมมองสามมิติเท่านั้น
03:14
but they can actually draw
แต่พวกเขาสามารถวาดขึ้นมาได้ด้วย
03:16
so that it's more intuitive to use that way.
และมันก็ตอบสนองสัญชาตญาณได้เป็นอย่างดี
03:18
Then I thought, "Why not make a Google Map,
แล้วผมก็คิดว่า ทำไมไม่ลองทำแผนที่กูลเกิ้ลดู
03:20
but in the physical world?"
แต่ทำออกมาในทางที่จับต้องได้
03:22
Rather than typing a keyword to find something,
แทนที่จะพิมพ์ข้อความสำหรับการค้นหา
03:24
I put my objects on top of it.
ผมก็วางสิ่งของบนแผนที่
03:27
If I put a boarding pass, it will show me where the flight gate is.
เช่น ถ้าผมวางบัตรโดยสารเครื่องบิน มันก็จะแสดงตำแหน่งของประตูทางขึ้นเครื่อง
03:29
A coffee cup will show where you can find more coffee,
ถ้าวางถ้วยกาแฟ ก็จะแสดงตำแหน่งของร้านกาแฟ
03:32
or where you can trash the cup.
หรือถังขยะที่คุณสามารถทิ้งแก้วนั้นได้
03:35
So, these were some of the earlier explorations I did because
นั่นคือตัวอย่างการสำรวจที่ผ่านมาในช่วงแรกๆ ที่ผมทำไปก็เพราะ
03:37
the goal was to connect these two worlds seamlessly.
เป้าหมายของผมคือต้องการที่จะเชื่อมโลกสองโลกนี้อย่างไร้รอยต่อ
03:40
Among all these experiments,
ท่ามกลางการทดลองเหล่านี้
03:44
there was one thing in common:
มีอย่างหนึ่งที่เหมือนกัน
03:46
I was trying to bring a part of the physical world to the digital world.
ผมได้ลองนำโลกวัตถุจริงไปใส่ในโลกดิจิตอล
03:48
I was taking some part of the objects,
ผมเคยนำชิ้นส่วนของสิ่งของ
03:52
or any of the intuitiveness of real life,
หรืออะไรก็ตามในชีวิตจริง
03:55
and bringing them to the digital world,
และนำสิ่งเหล่านั้นเข้าสู่โลกดิจิตอล
03:58
because the goal was to make our computing interfaces more intuitive.
เพื่อให้เราใช้คอมพิวเตอร์ตามสัญชาตญาณเรามากขึ้น
04:01
But then I realized that we humans
แต่ผมก็ตระหนักว่าคนเรา
04:04
are not actually interested in computing.
ไม่ค่อยสนใจในเรื่องการประมวลผลมากนัก
04:06
What we are interested in is information.
แต่สิ่งที่เราสนใจก็คือข่าวสาร
04:09
We want to know about things.
เราอยากรู้เกี่ยวกับสิ่งต่างๆ
04:12
We want to know about dynamic things going around.
เราอยากรู้เกี่ยวกับสิ่งที่เป็นไปรอบๆตัวเรา
04:14
So I thought, around last year -- in the beginning of the last year --
ดังนั้น ผมเริ่มคิดเรื่องนี้ประมาณต้นปีที่แล้ว
04:16
I started thinking, "Why can I not take this approach in the reverse way?"
ผมเริ่มคิดว่า ทำไมผมไม่ทำในทางกลับกันบ้าง?
04:21
Maybe, "How about I take my digital world
บางที จะเป็นยังไง ถ้าผมจะเอาโลกดิจิตอลของผม
04:24
and paint the physical world with that digital information?"
มาให้มันเติมแต่งแต้มสี เพิ่มข้อมูลให้กับโลกวัตถุจริง?
04:27
Because pixels are actually, right now, confined in these rectangular devices
เพราะปัจจุบันนี้ พิกเซลถูกจำกัดให้อยู่แต่ในอุปกรณ์รูปทรงสี่เหลี่ยม
04:32
that fit in our pockets.
ให้ใส่กระเป๋าเสื้อได้
04:36
Why can I not remove this confine
ทำไมผมไม่ลองลบล้างข้อจำกัดนี้ซะ
04:38
and take that to my everyday objects, everyday life
และนำมันมาสู่สิ่งที่เราใช้ในชีวิตประจำวัน
04:41
so that I don't need to learn the new language
ดังนั้น ผมก็ไม่จำเป็นต้องเรียนรู้ภาษาใหม่ๆ
04:44
for interacting with those pixels?
เพื่อที่จะใช้งานอุปกรณ์พวกนี้อีกต่อไป
04:46
So, in order to realize this dream,
การที่จะทำให้ฝันนี้เป็นจริง
04:50
I actually thought of putting a big-size projector on my head.
ผมนึกถึงเครื่องโปรเจ็กเตอร์ขนาดใหญ่สวมลงบนศรีษะขอผม
04:52
I think that's why this is called a head-mounted projector, isn't it?
มันเลยถูกเรียกว่า โปรเจ็กเตอร์ติดหัว ใช่มั้ยครับ
04:55
I took it very literally,
ผมขอรับไปใช้ตรงตัวเลย
04:58
and took my bike helmet,
ผมเอาหมวกกันน๊อกจักรยานของผมมา
05:00
put a little cut over there so that the projector actually fits nicely.
ตัดให้พอดีที่จะใส่โปรเจ็กเตอร์ได้
05:02
So now, what I can do --
และตอนนี้ สิ่งที่ผมสามารถทำได้
05:05
I can augment the world around me with this digital information.
ก็คือสามารถเชื่อมโลกรอบๆตัวผม ด้วยข่าวสารข้อมูลจากโลกดิจิตอล
05:07
But later,
แต่หลังจากนั้น
05:11
I realized that I actually wanted to interact with those digital pixels, also.
ผมก็รู้สึกอยากมีปฏิสัมพันธ์กับรูปภาพดิจิตอลพวกนั้นด้วย
05:13
So I put a small camera over there,
ดังนั้น ผมเลยใส่กล้องถ่ายภาพลงไป
05:16
that acts as a digital eye.
ซึ่งทำงานเสมือนดวงตาดิจิตอล
05:18
Later, we moved to a much better,
แล้วเราก็ยิ่งได้สิ่งที่ดีขึ้นไปอีก
05:20
consumer-oriented pendant version of that,
เป็นรูปแบบที่ผนวกความต้องการของผู้บริโภคเข้าไป
05:22
that many of you now know as the SixthSense device.
ที่คุณหลายคนรู้จักมันในนามของอุปกรณ์สัมผัสที่หก
05:24
But the most interesting thing about this particular technology
แต่สิ่งที่น่าสนใจที่สุดในเทคโนโลยีนี้
05:27
is that you can carry your digital world with you
ก็คือคุณสามารถที่จะพกพาเจ้าโลกดิจิตอลนี้ไว้กับตัวคุณได้
05:30
wherever you go.
ทุกที่ๆคุณไป
05:34
You can start using any surface, any wall around you,
คุณสามารถใช้พื้นผิวต่างๆ หรือกำแพงรอบตัวคุณ
05:36
as an interface.
ให้เป็นเหมือนกับหน้าจอการทำงาน
05:39
The camera is actually tracking all your gestures.
เจ้ากล้องนี้จะจับภาพการเคลือนไหวท่าทางของคุณ
05:41
Whatever you're doing with your hands,
อะไรก็ตามที่คุณทำกับมือของคุณ
05:44
it's understanding that gesture.
มันจะเข้าใจท่าทางนั้น
05:46
And, actually, if you see, there are some color markers
และถ้าคุณสังเกต จะเห็นว่ามีสัญลักษณ์สีอยู่
05:48
that in the beginning version we are using with it.
ซึ่งเราใช้มันในช่วงเริ่มแรก
05:50
You can start painting on any wall.
คุณสามารถวาดภาพบนผนังที่ไหนก็ได้
05:53
You stop by a wall, and start painting on that wall.
คุณแค่ยืนอยู่หน้าผนังและเริ่มวาดรูปบนผนังนั้น
05:55
But we are not only tracking one finger, here.
แต่ว่าเราไม่ได้จับความเคลื่อนไหวของแค่นิ้วมือเท่านั้น
05:58
We are giving you the freedom of using all of both of your hands,
เราให้อิสระแก่คุณที่จะใช้สองมือร่วมกัน
06:00
so you can actually use both of your hands to zoom into or zoom out
ซึ่งคุณสามารถใช้สองมือในการย่อขยายภาพ
06:04
of a map just by pinching all present.
โดยใช้นิ้วมือของคุณย่อขยายมัน
06:07
The camera is actually doing --
กล้องถ่ายภาพ
06:09
just, getting all the images --
จะทำการรวบรวมภาพทั้งหมด
06:12
is doing the edge recognition and also the color recognition
จำแนกขอบเขตและสีสัน
06:13
and so many other small algorithms are going on inside.
และชุดคำสั่งเล็กๆต่างๆที่บรรจุไว้ภายใน
06:16
So, technically, it's a little bit complex,
มันจึงค่อนข้างซับซ้อน
06:19
but it gives you an output which is more intuitive to use, in some sense.
แต่มันแสดงผลที่ตอบสนองสัญชาตญาณมากกว่า
06:21
But I'm more excited that you can actually take it outside.
แต่ที่ผมสนใจมากกว่านั้น ก็คือการนำมันออกมาสู่ภายนอก
06:24
Rather than getting your camera out of your pocket,
แทนที่จะต้องหยิบกล้องออกจากกระเป๋าของคุณ
06:27
you can just do the gesture of taking a photo
คุณสามารถที่จะทำท่าทางถ่ายภาพ
06:30
and it takes a photo for you.
และมันก็จะถ่ายภาพนั้นไว้ให้คุณ
06:33
(Applause)
(เสียงปรบมือ)
06:35
Thank you.
ขอบคุณครับ
06:39
And later I can find a wall, anywhere,
จากนั้น ผมก็หาพื้นผนังที่ไหนก็ได้ซักแห่ง
06:41
and start browsing those photos
และก็เริ่มดูรูปภาพเหล่านั้น
06:43
or maybe, "OK, I want to modify this photo a little bit
หรือบางที ผมอาจจะทำการเปลี่ยนแปลงรูปภาพซักหน่อย
06:45
and send it as an email to a friend."
แล้วส่งอีเมล์ให้เพื่อนของผม
06:47
So, we are looking for an era where
ดังนั้น เราจึงกำลังมองหายุคใหม่
06:49
computing will actually merge with the physical world.
ยุคที่คอมพิวเตอร์สามารถใช้ร่วมกับวัตถุจริงบนโลก
06:52
And, of course, if you don't have any surface,
และแน่นอน ถ้าคุณไม่สามารถมองหาพื้นผิวต่างๆได้
06:55
you can start using your palm for simple operations.
คุณก็สามารถใช้มือของคุณเองในการทำงานได้
06:58
Here, I'm dialing a phone number just using my hand.
นี่ผมกำลังกดโทรศัพท์บนฝ่ามือผมเอง
07:01
The camera is actually not only understanding your hand movements,
เจ้ากล้องนี้ไม่ได้เข้าใจแค่การเคลื่อนไหว ของมือของคุณเพียงอย่างเดียว
07:07
but, interestingly,
แต่ที่น่าสนใจคือ
07:10
is also able to understand what objects you are holding in your hand.
มันรู้ว่าคุณกำลังถืออะไรในมือ
07:11
What we're doing here is actually --
ที่เรากำลังทำอยู่นี้จริงๆแล้ว
07:14
for example, in this case,
ยกตัวอย่างเช่น กรณีนี้
07:17
the book cover is matched
ปกหนังสือนี้ตรงกันกับ
07:19
with so many thousands, or maybe millions of books online,
หนังสือออนไลน์หลายพันหรือล้านเล่ม
07:21
and checking out which book it is.
และต้องตรวจสอบว่ามันคือเล่มไหนกันแน่
07:24
Once it has that information,
เมื่อมันได้ข้อมูลของหนังสือ
07:26
it finds out more reviews about that,
มันก็จะมองหาบทวิจารณ์เกี่ยวกับหนังสือ
07:27
or maybe New York Times has a sound overview on that,
หรือบางทีในนิวยอร์คทามส์ มีอธิบายในรูปแบบของเสียง
07:29
so you can actually hear, on a physical book,
ซึ่งคุณสามารถรับฟังบทวิจารณ์ได้จากหนังสือจริงๆ
07:32
a review as sound.
การอธิบายเกี่ยวกับหนังสือในรูปแบบของเสียงการพูดยอดนิยมที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดและนี่ก็คือการเยี่ยมพบของโอบามาอาทิตย์ที่ในรูปแบบเสียง
07:34
("famous talk at Harvard University ...")
("สิ่งที่คนพูดถึงมากที่สุด ที่มหาวิทยาลัยฮาวาร์ดคือ...")
07:36
This was Obama's visit last week to MIT.
นี่คือการเยือนเอ็มไอทีครั้งล่าสุดของโอบามา
07:38
("... and particularly I want to thank two outstanding MIT ...")
("...และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผมอยากขอบคุณบุคคลสองท่านจากเอ็มไอที...")
07:42
So, I was seeing the live [video] of his talk, outside, on just a newspaper.
ผมก็ได้รับชมการปราศรัยของเขาผ่านทางหนังสือพิมพ์ได้
07:46
Your newspaper will show you live weather information
หนังสือพิมพ์ของคุณจะรายงานพยากรณ์อากาศสดแก่คุณ
07:51
rather than having it updated -- like, you have to check your computer
แทนที่จะต้องตรวจสอบข้อมูลจากคอมพิวเตอร์
07:54
in order to do that, right?
ที่ผ่านมาคุณต้องทำแบบนั้นใช่มั้ย?
07:57
(Applause)
(เสียงปรบมือ)
07:59
When I'm going back, I can just use my boarding pass
เมื่อผมจะเดินทางกลับ ผมก็สามารถใช้บัตรผ่านโดยสารขึ้นเครื่องบิน
08:04
to check how much my flight has been delayed,
ในการตรวจสอบเวลาการล่าช้าของเที่ยวบินได้
08:07
because at that particular time,
เพราะว่าในขณะนั้น
08:09
I'm not feeling like opening my iPhone,
ผมไม่มีอารมณ์จะเปิดไอโฟน
08:11
and checking out a particular icon.
แล้วก็กดดูจากปุ่มของไอโฟน
08:13
And I think this technology will not only change the way --
และผมคิดว่าเทคโนโลยีจะไม่ใช่แค่ ทำให้วิธีการใช้อุปกรณ์เปลี่ยนไป
08:15
yes. (Laughter)
ใช่แล้ว (เสียงหัวเราะ)
08:18
It will change the way we interact with people, also,
มันยังจะเปลี่ยนแปลง วิถีที่เราติดต่อสื่อสารกับผู้คน
08:20
not only the physical world.
ไม่ใช่แค่ในโลกวัตถุวัตถุจริงอีกด้วย
08:22
The fun part is, I'm going to the Boston metro,
ส่วนที่น่าสนุกที่สุดก็คือ ผมจะไปที่สถานีรถไฟฟ้าบอสตัน
08:24
and playing a pong game inside the train
และจะเล่นเกมส์ปองในรถไฟ
08:27
on the ground, right?
บนพื้นนั่นเอง ใช่ไหมครับ?
08:30
(Laughter)
(เสียงหัวเราะ)
08:32
And I think the imagination is the only limit
และผมคิดว่าจินตนาการคือขอบเขต
08:33
of what you can think of
จำกัดสำหรับสิ่งที่คุณสามารถนึกออกได้
08:35
when this kind of technology merges with real life.
เมื่อเทคโนโลยีเช่นนี้ ผสมผสานรวมกับชีวิตจริง
08:37
But many of you argue, actually, that
แต่หลายคนอาจจะโต้แย้งว่า จริงๆแล้ว
08:39
all of our work is not only about physical objects.
งานที่เราทำอยู่นี้ ไม่ได้แค่เกี่ยวกับวัตถุในโลกเท่านั้นจริงๆ
08:41
We actually do lots of accounting and paper editing
แต่เราทำหลายอย่างที่เกี่ยวข้องกับ การคำนวณและแก้ไขเอกสารมากมาย
08:44
and all those kinds of things; what about that?
และสิ่งต่างๆ เหล่านี้, และพวกนั้นล่ะ?
08:47
And many of you are excited about the next generation tablet computers
พวกคุณหลายคนอาจจะตื่นเต้นกับแท็บเล็ตรุ่นใหม่
08:49
to come out in the market.
ที่เข้ามาสู่ท้องตลาด
08:53
So, rather than waiting for that,
ดังนั้น แทนที่เราจะตั้งตารอคอยมันออกมา
08:55
I actually made my own, just using a piece of paper.
ผมสามารถทำมันขึ้นมาด้วยตนเองจากแผ่นกระดาษ
08:57
So, what I did here is remove the camera --
ดังนั้น สิ่งที่ผมทำก็คือ แค่ถอดเจ้ากล้องออกมา
09:00
All the webcam cameras have a microphone inside the camera.
กล้องเว็บแคมทุกตัวจะมีไมโครโฟนอยู่ข้างใน
09:02
I removed the microphone from that,
ฉันก็ถอดไมโครโฟนออกมา
09:06
and then just pinched that --
และดึงมันออกมาติด
09:09
like I just made a clip out of the microphone --
เหมือนกับว่าผมทำคลิปจากไมโครโฟน
09:11
and clipped that to a piece of paper, any paper that you found around.
และติดมันลงบนแผ่นกระดาษ กระดาษอะไรก็ได้ที่คุณหาได้รอบตัว
09:14
So now the sound of the touch
ดังนั้น ตอนนี้จะมีเสียงของการสัมผัส
09:18
is getting me when exactly I'm touching the paper.
บอกให้ผมรู้อย่างแน่นอนว่า ว่าตอนไหนที่ผมสัมผัสกระดาษ
09:21
But the camera is actually tracking where my fingers are moving.
แต่กล้องนั้นก็ได้จับภาพการเคลื่อนที่ของนิ้วผม
09:24
You can of course watch movies.
แน่นอน คุณสามารถดูหนังได้
09:28
("Good afternoon. My name is Russell ...
("สวัสดีตอนบ่ายครับ ผมชื่อรัสเซล...
09:31
and I am a Wilderness Explorer in Tribe 54.")
และผมเป็นลูกเสือสำรวจโลกที่กว้างใหญ่ สังกัดหมู่ที่ 54")
09:34
And you can of course play games.
และคุณก็สามารถเล่นเกมส์
09:37
(Car engine)
(เสียงเครื่องยนต์)
09:40
Here, the camera is actually understanding how you're holding the paper
ตรงนี้กล้องจะเข้าใจท่าทางการจับกระดาษของคุณ
09:43
and playing a car-racing game.
และเล่นเกมส์รถแข่งได้
09:46
(Applause)
(เสียงปรบมือ)
09:48
Many of you already must have thought, OK, you can browse.
คุณหลายคนคงคิดเรียบร้อยแล้วว่า คุณสามารถเปิดอ่านเว็บไซต์ได้แน่นอน
09:52
Yeah. Of course you can browse to any websites
ใช่ครับ คุณเปิดอ่านเว็บไซต์ได้แน่นอน
09:54
or you can do all sorts of computing on a piece of paper
หรือคุณสามารถทำการคำนวนทุกอย่างได้บนกระดาษแผ่นเดียว
09:57
wherever you need it.
ทุกที่ๆคุณต้องการ
10:00
So, more interestingly,
ดังนั้น สิ่งที่น่าสนใจกว่านั้นคือ
10:01
I'm interested in how we can take that in a more dynamic way.
ผมสนใจในวิธี ที่จะทำยังไงให้มันสร้างสรรค์ได้มากกว่านี้
10:04
When I come back to my desk I can just pinch that information
เมื่อผมกลับมาที่ถึงโต๊ะทำงานผม ผมสามารถดึงข้อมูลนั้น
10:07
back to my desktop
มาสู่หน้าจอ
10:10
so I can use my full-size computer.
บนคอมพิวเตอร์ขนาดเต็มรูปแบบของผมได้
10:12
(Applause)
(เสียงปรบมือ)
10:15
And why only computers? We can just play with papers.
แล้วทำไมต้องหยุดที่คอมพิวเตอร์ด้วย? เราเล่นบนกระดาษก็ได้
10:17
Paper world is interesting to play with.
การใช้กระดาษนั้น น่าสนุกกว่าครับ
10:20
Here, I'm taking a part of a document
ผมกำลังนำข้อมูลบางส่วนมา
10:23
and putting over here a second part from a second place --
แล้ววางมันลงที่นี่ ในส่วนที่สองที่เอามาจากอีกที่หนึ่ง
10:25
and I'm actually modifying the information
และผมกำลังปรับแต่งข้อมูล
10:29
that I have over there.
ที่ผมมีอยู่ตรงนี้
10:32
Yeah. And I say, "OK, this looks nice,
เย้ ผมคิดว่ามันดูดีแล้ว
10:34
let me print it out, that thing."
เลยขอพิมพ์มันออกมาดู
10:37
So I now have a print-out of that thing, and now --
ดังนั้น ตอนนี้ผมก็ได้พิมพ์เจ้าเอกสารนั้นออกมา
10:39
the workflow is more intuitive the way we used to do it
จะเห็นว่าขั้นตอนการทำงานดูตอบสนองสัญชาตญาณมากขึ้น จากวิธีเดิมที่เราเคยทำมา
10:41
maybe 20 years back,
บางทีเมื่อยี่สิบปีที่แล้ว
10:44
rather than now switching between these two worlds.
ตอนนี้ที่เราสามารถสลับใช้มันระหว่างสองโลกนี้ได้
10:47
So, as a last thought,
ดังนั้น สำหรับความคิดสุดท้าย
10:50
I think that integrating information to everyday objects
ผมคิดที่จะติดต่อใช้งานข้อมูลข่าวสารกับวัตถุในชีวิตประจำวัน
10:53
will not only help us to get rid of the digital divide,
ที่จะไม่เพี่ยงแค่ช่วยลดจำนวนอุปกรณ์ดิจิตอล ที่เราต้องใช้ให้น้อยลง
10:56
the gap between these two worlds,
ซึ่งนั้นถือเป็นช่องว่างระหว่างสองโลกนี้แล้ว
11:01
but will also help us, in some way,
แต่มันจะยังช่วยให้เรา
11:03
to stay human,
ยังคงลักษณะความเป็นมนุษย์
11:05
to be more connected to our physical world.
ที่ติดต่อกับโลกวัตถุจริง ให้มากขึ้น
11:07
And it will actually help us not end up being machines
มันจะช่วยให้เรา ไม่ต้องจบลงด้วยความรู้สึกเหมือนเครื่องจักร
11:13
sitting in front of other machines.
ที่นั่งอยู่หน้าเครื่องจักรอื่นๆ
11:16
That's all. Thank you.
ขอจบเพียงเท่านี้ ของคุณครับ
11:18
(Applause)
(เสียงปรบมือ)
11:21
Thank you.
ขอบคุณครับ
11:35
(Applause)
(เสียงปรบมือ)
11:36
Chris Anderson: So, Pranav,
เอาหล่ะ ปรานาพ
11:39
first of all, you're a genius.
อย่างแรกเลย คุณคืออัจฉริยะ
11:40
This is incredible, really.
และนี่เป็นสิ่งที่น่าทึ่งมากๆ จริงๆนะ
11:43
What are you doing with this? Is there a company being planned?
ตอนนี้คุณทำอะไรอยู่ มีการวางแผนจะทำบริษัทรึเปล่า?
11:46
Or is this research forever, or what?
หรือมันจะเป็นพวกงานวิจัยแบบตลอดการ? หรืออะไรครับ?
11:49
Pranav Mistry: So, there are lots of companies --
ที่จริงแล้วก็มีหลายบริษัท
11:51
actually sponsor companies of Media Lab --
ที่ให้การสนับสนุนห้องทดสอง 'มีเดียแล็ป'
11:53
interested in taking this ahead in one or another way.
และสนใจที่จะดำเนินการในทางใดทางหนึ่งต่อไป
11:54
Companies like mobile phone operators
เช่นบริษัทโทรศัพท์โครงข่ายมือถือ
11:57
want to take this in a different way than the NGOs in India,
ต้องการที่จะนำไปใช้ในแนวทางอื่นที่ที่ต่างจากกลุ่ม เอ็นจีโอ ในอินเดีย
11:59
[who] are thinking, "Why can we only have 'Sixth Sense'?
ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความคิดว่า ทำไมเราจำกัดให้มีแค่สัมผัสที่หก?
12:02
We should have a 'Fifth Sense' for missing-sense people
เราควรที่จะมี 'สัมผัสที่ห้า' สำหรับบุคคลที่มีปัญหาด้านประสาทสัมผัส
12:05
who cannot speak.
เช่น ผู้ที่ไม่สามารถพูดได้
12:07
This technology can be used for them to speak out in a different way
เทคโนโลยีนี้สามารถใช้เพื่อให้บุคคลเหล่านั้นให้สามารถติดต่อสื่อสารในวิธีที่ต่างออกไป
12:08
with maybe a speaker system."
อาจจะมีระบบช่วยพูดเพิ่มขึ้นมา
12:11
CA: What are your own plans? Are you staying at MIT,
แล้วแผนของคุณเองล่ะ คุณจะอยู่ที่เอ็มไอทีต่อไปไหม
12:12
or are you going to do something with this?
หรือว่าคุณกำลังจะทำอย่างอื่น?
12:15
PM: I'm trying to make this more available to people
ผมพยายามที่จะทำให้มันสามารถเข้าถึงได้มากกว่านี้
12:16
so that anyone can develop their own SixthSense device,
เพื่อจะให้ทุกคน สามารถพัฒนาอุปกรณ์สัมผ้สที่หกด้วยตัวเองได้
12:18
because the hardware is actually not that hard to manufacture
เพราะมันชิ้นส่วนที่ใช้นั้นไม่ยากนักที่จะประกอบเอง
12:21
or hard to make your own.
หรือไม่ยากที่จะสร้างด้วยตัวคุณเอง
12:26
We will provide all the open source software for them,
เราจะมอบโปรแกรมซึ่งอนุญาตให้แก้ไขปรับปรุงได้ (open source)แก่พวกเขาแน่นอนอยู่แล้ว
12:28
maybe starting next month.
บางที่อาจจะเริ่มประมาณเดือนหน้า
12:30
CA: Open source? Wow.
โปรแกรมซึ่งอนุญาตให้แก้ไขปรับปรุงได้หรือ มันเป็นสิ่งที่วิเศษมาก
12:32
(Applause)
(เสียงปรบมือ)
12:34
CA: Are you going to come back to India with some of this, at some point?
คุณจะกลับไปอินเดีย พร้อมๆกับนำสิ่งนี้ด้วยรึเปล่า?
12:39
PM: Yeah. Yes, yes, of course.
ครับๆ แน่นอน
12:42
CA: What are your plans? MIT?
อะไรคือแผนของคุณตอนนี้? อยู่ที่เอ็มไอ?
12:44
India? How are you going to split your time going forward?
หรือว่าอินเดีย? คุณจะแบ่งเวลากับอนาคตข้างหน้าไว้อย่างไร?
12:46
PM: There is a lot of energy here. Lots of learning.
ที่นี่ยังมีพลังงาน เพื่อการเรียนรู้อยู่อีกมากมาย
12:48
All of this work that you have seen is all about
ทุกอย่างที่คุณเห็นวันนี้ เป็น
12:51
my learning in India.
การเรียนรู้ของผมในอินเดีย
12:53
And now, if you see, it's more about the cost-effectiveness:
และตอนนี้ คุณคงเห็นแล้วว่า มันจะมีประเด็นเรื่องของราคาเข้ามาเกี่ยวข้อง
12:55
this system costs you $300
เจ้าระบบนี้มีราคาประมาณ 300 ดอลลาร์
12:58
compared to the $20,000 surface tables, or anything like that.
เปรียบเที่ยบกับอุปกรณ์โต๊ะสัมผัสซึ่งมีราคา 20,000 ดอลลาร์ หรืออะไรประมาณนั้น
13:00
Or maybe even the $2 mouse gesture system
หรือแม้แต่กระทั่ง เปรียบเที่ยบกับเครื่องเลียนแบบท่าทางจากเมาส์ราคา 2 ดอลลาร์
13:03
at that time was costing around $5,000?
ตอนนั้นมันมีราคาประมาณ 5,000 ดอลลาร์
13:06
So, we actually -- I showed that, at a conference, to
ซึ่งจริงๆ แล้วที่เราจัดแสดงในห้องประชุมกับ
13:09
President Abdul Kalam, at that time,
ท่านประธาธิบดีอับดุล กาลาม ในขณะนั้น
13:13
and then he said, "OK, we should use this in Bhabha Atomic Research Centre
และท่านก็กล่าวว่า โอเค เราควรจะใช้มันในศูนย์วิจัยบาบาร์อะตอมมิค
13:15
for some use of that."
ในบางส่วน
13:18
So I'm excited about how I can bring the technology to the masses
จากความคิดนั้นผมรู้สึกตื่นเต้น ว่าผมจะนำเอาเทคโนโลยีมาใช้ในกับคนจำนวนมากได้อย่างไร
13:20
rather than just keeping that technology in the lab environment.
แทนที่จะเก็บเทคโนโลยีนั้นไว้ใช้เพียงแค่ในห้องทดลอง
13:23
(Applause)
(เสียงปรบมือ)
13:26
CA: Based on the people we've seen at TED,
จากการได้สัมผัสกับบุคคลที่เราเห็นในเท็ด
13:30
I would say you're truly one of the two or three
ผมอยากจะบอกว่า คุณคือหนึ่งในสองหรือสามคน
13:33
best inventors in the world right now.
ที่เป็นนักประดิษฐ์ที่ดีที่สดในโลกขณะนี้
13:34
It's an honor to have you at TED.
เป็นเกียรติ์อย่างยิ่งที่คุณมาพูดใน TED วันนี้
13:36
Thank you so much.
ขอบคุณมาก
13:38
That's fantastic.
มันวิเศษที่สุด
13:40
(Applause)
(เสียงปรบมือ)
13:41
Translated by Unnawut Leepaisalsuwanna
Reviewed by Farung Surina

▲Back to top

About the speaker:

Pranav Mistry - Director of research, Samsung Research America
As an MIT grad student, Pranav Mistry invented SixthSense, a wearable device that enables new interactions between the real world and the world of data.

Why you should listen

When Pranav Mistry was a PhD student in the Fluid Interfaces Group at MIT's Media Lab, he worked with lab director Pattie Maes to create some of the most entertaining and thought-provoking interfaces the world had ever seen. And not just computer interfaces, mind you -- these are ways to help the digital and the actual worlds interface. Imagine: intelligent sticky notes, Quickies, that can be searched and can send reminders; a pen that draws in 3D; and TaPuMa, a tangible public map that can act as Google of physical world. And of course the legendary SixthSense, which is now open sourced

Before his studies at MIT, he worked with Microsoft as a UX researcher; he's a graduate of IIT. Now, as director of research at Samsung Research America, Mistry heads the Think Tank Team, an interdisciplinary group of researchers that hunts for new ways to mix digital informational with real-world interactions. As an example, Mistry launched the company's smartwatch, the Galaxy Gear, in 2013.

More profile about the speaker
Pranav Mistry | Speaker | TED.com